หุ้น TR หรือบริษัทไทยเรยอน เป็นหุ้นที่ผมชื่นชอบมากในแง่ของการ "หาเงิน" แต่ก็เป็นหุ้นที่ผมไม่ชอบมากอีกเหมือนกันในแง่ของการ "ใช้เงิน"
ในด้านการ "หาเงิน" model ของ TR จัดได้ว่าเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง เป็นเจ้าเดียวในประเทศที่ผลิตเส้นใยเรยอน เมื่อครั้งไปดูโรงงานก็พบว่ามีการบริหารจัดการที่ดี ผู้บริหารดูมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและพยายามลดต้นทุน
ในด้านการ "ใช้เงิน" สามารถแบ่งเป็นสองส่วนคือ
ส่วนการใช้เงินลงทุนเครื่องจักรเพื่อแทนเครื่องเก่าหรือสร้าง line การผลิตใหม่และ
ส่วนที่สองคือการลงทุนไปยังบริษัทในเครือ
ประเด็นแรกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเป็นการทดแทนเครื่องจักรเก่า ซึ่งมีแต่จะทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากรายได้ของไลน์ใหม่และต้นทุนที่ประหยัดจากเครื่องจักรใหม่
แต่ประเด็นที่สองนับว่าเป็นจุดบอดที่ทำให้ผมคิดว่าการลงทุนใน TR อาจจะไม่คุ้มค่า (หรือต้องต่อราคามากหน่อย) ก็เพราะว่าการเอาเงินไปลงทุนในบริษัทในเครือที่สูญเปล่าโดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมาเป็นเงินสดนอกเสียจากสิ่งที่เรียกว่า "ส่วนแบ่งกำไร" ทางบัญชี
ยกเว้นการลงทุนใน TCB เพียงตัวเดียวที่ดูดีมี return on investment มากกว่า 10% จากเงินปันผล นอกนั้นการลงทุนในบริษัทอื่นๆดูเหมือนจะเป็น conflict of interest ระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถขยายกิจการในต่างประเทศอย่างง่ายดาย โดยการใช้กระแสเงินสดที่ TR สร้างขึ้นมาไปซื้อหุ้น ในขณะที่หนทางในการนำเงินจากธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์ สามารถจ่ายผ่านช่องทางอื่นๆได้ง่ายๆ เช่น ค่า Management fee หรือ Royalty fee
ตรงนี้เป็นสิ่งที่รายย่อยไม่สามารถเข้าถึงและเผลอๆ ชาตินี้ทั้งชาติอาจจะไม่ได้เห็นอะไรกลับมาจากการลงทุนในบริษัทย่อย นอกเสียจาก "ส่วนแบ่งกำไร" ทางบัญชี
ปล. สัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทย่อยของ TR ในงบดุลแทบจะมีสัดส่วนเกือบ 50% ของสินทรัพย์รวมเข้าไปแล้ว
ต่อไปนี้เป็น comment ที่ผมเคย post ในกระทู้ร้อยคนร้อยหุ้นของหุ้น TR เมื่อวันที่ 28 Nov 2009 ระหว่างรองบปีออกครับ
EPS คงจะผันผวนน้อยลงนะครับ มีสาเหตุหลักคือ
1) เดือนตุลาคม 2552 มีการเปลี่ยนนโยบายการคิดต้นทุนวัตถุดิบจาก FIFO เป็น Moving avg.
2) นโยบายการขายของและการสั่งวัตถุดิบที่ match กันจาก Annual report (แต่ข้อนี้มีอยู่ก่อนแล้ว)
3) Trend ในอดีตที่ราคาขายกับราคาวัตถุดิบหลักมักไปด้วยกัน (แต่ให้ผลที่ดีมากกว่าถ้าราคาขายขึ้น ถึงแม้ต้นทุนจะขึ้นด้วยก็ตาม)
4) ถ้าในอนาคต Modal ที่มีส่วนต่างกำไรสูงกว่า สามารถเพิ่มสัดส่วนได้อย่างต่อเนื่อง (จะช่วยไป offset ในกรณีที่เป็น trend ราคา rayon --> Price variance ไม่ดีแต่ Mixed variance ดี)
แต่แปลกดีจังครับ TR นี่
กำไรต่ำกว่าปีที่แล้วตั้งเยอะ
แต่ Free cash flow กลับสูงสุดในรอบ 4 ปี
และคิดว่าจะทำ New high ในปีหน้าและปีหน้าๆจากการที่ราคาขายสูงขึ้นหนึ่งเด้งและการลงทุนที่ลดลง 1 เด้ง (ปีนี้ลงทุนแค่ 60% ของค่าเสื่อมเอง)
Operating cash flow ก็ไม่สะทกสะท้าน
เห็นทีใครว่า TR เป็น cyclical stock นี่ คงใช้ไม่ได้ถ้ามองในมุมของกระแสเงินสด
(รึเปล่า)
แต่ก็มีข้อเสียหลายข้อนะครับเจ้า TR นี่
1) Working capital สูงประมาณ 20% ของยอดขายทำให้กระแสเงินสดที่ได้จากการเติบโตถูกสะกัดดาวรุ่งด้วยการเพิ่มขึ้นของ Working capital ซึ่งท้ายสุดก็เป็นสาเหตุ classic ที่จะตอบผู้ถือหุ้นว่าต้องสำรองเงินไว้ใช้ จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลสูงๆได้ ซึงสาเหตุมาจากการสั่งซื้อวัตถุดิบเก็บ stock 2 เดือนแต่จ่ายเงินให้เจ้าหนี้ 2 สัปดาห์และให้ลูกหนี้ชำระเงินยาวนานถึงเดือนครึ่ง (ทั้งๆที่เป็นผู้ขาย Rayon เจ้าเดียวในประเทศและมีสัดส่วนยอดขายในประเทศกว่าครึ่งของยอดขายรวม)
2) ค่าใช้จ่ายในการสร้างสัมพันธ์และประกันอนาคตสูง ถึงสูงมาก เพราะท่านเล่นเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกือบครึ่งนึงของ asset ไปประกันลูกพี่อินโด (อันนี้ยากจะยอมรับ dividend ต่อเงินลงทุนยังกะฝากแบงค์), ประกันเชื้อเพลิงจากเจ้าดำ (แต่อันนี้พอรับได้เพราะ dividend ดี) และตัวแสบสุดๆก็บริษัทที่มีชื่อคล้ายๆกับบริษัทแม่ที่แม้แต่ dividend ก็ยังไม่ได้รับซักบาท (แถมไม่รู้ด้วยว่าเจ้านี่ช่วยอะไรให้ TR บ้าง) และล่าสุดประกันอนาคตอย่างไกลที่จีนและลาว
เหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินปันผล TR ไม่ไปไหนซักที
ไม่ทราบว่าวิเคราะห์ถูกหรือผิดอย่างไร โปรดชี้แนะด้วยครับ
ปล. ยังสงสัยอยู่ว่าหากพี่ท่านจะขายหุ้นอินโดที่เป็นลูกค้าออกไป เค้าจะไม่ซื้อกับ TR รึเปล่า หรือหากพี่ท่านขายหุ้นบริษัทที่ชื่อคล้ายๆแม่ออกไป จะส่งผลอะไรกับ TR บ้าง เพราะข้อตกลงการซื้อขายก็เป็นไปตามราคาตลาดอยู่ดี
ผมชอบมากกว่าหากผู้บริหารไม่ลงทุนแบบซื้อหุ้นบริษัทร่วม แต่ควบรวมเป็นบริษัทเดียวกัน แต่ต่างสาขาน่ะครับ (อันนี้ผมคิดเองเล่นๆ ไม่ทราบว่าเป็นไปได้รึเปล่า)
เพราะการถือหุ้นบริษัทร่วม สิ่งที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ก็คือกำไรทางบัญชีที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเป็นเงินสดถึงมือเราเมื่อไหร่ นอกจากจะมีปันผลที่เหมาะสมเช่น TCB โดยกระแสของเงินจะเป็นแนวนี้
TR --> สร้างเงินสด --> เอาไปลงทุนในบริษัทร่วมโดยการถือหุ้นเพิ่ม --> ผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมก่อนหน้าซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เงินเข้าเป๋า หรือนำไปขยายกิจการต่อไปเรื่อยๆ --> บริษัทร่วมเติบโตมีกำไร --> แสดงในส่วนแบ่งกำไรในงบ TR --> พอโตจนได้ที่ แทนที่จะจ่ายปันผล บริษัทแม่กลับสร้างกิจการใหม่ขึ้นมา --> บริษัทร่วมของเรานี้ก็เอาไปลงทุนต่อในบริษัทร่วมใหม่นั้น --> ไม่รู้จบ
จนกว่าจะมีกรณีแบบ TCB คือได้เป็นงินปันผลคืนกลับมา ไม่เช่นนั้น ก็เหมือนกับการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้บริษัทแม่เท่านั้นล่ะครับ ในขณะที่ผู้ถือหุ้น TR ได้เพียงกำไรทางบัญชีที่ไม่มีวันจะกลับมาเป็นเงินสด หากบริษัทแม่ยังสร้างบริษัทใหม่และใช้เงินทุนจากบริษัทร่วมด้วยกัน แทนที่จะระดมทุนจากแหล่งอื่นๆ
ผลก็คือ wealth ของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ถูกโอนอย่างละม่อม ทีละน้อย ทีละน้อย ไปที่บริษัทแม่ โดยบริษัทแม่ไม่จำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่เลย (มองในแง่ร้ายไปรึเปล่า)
จนกว่าซักวันหนึ่ง (ไม่รู้ว่ากี่สิบปีหรือกี่ร้อยปี) ที่บริษัทแม่จะหยุดการเติบโตหรือหยุดกิจการแล้วจ่ายเงินปันผลกลับมา
ในขณะที่การ take over มาเป็นบริษัทเดียวกันแบบ vertical integration จะทำให้สร้างมูลค่าได้โดยตรง เพราะช่วยลดต้นทุน (ปัจจุบันบริษัทยังต้องซื้อจากบริษัทร่วมในราคาตลาด) หรือเพิ่มรายได้ทางตรง ซึ่งผลออกมาก็จะเป็นเงินสดที่ได้ใน TR เองดัง flow นี้
TR --> สร้างเงินสด --> ลงทุนสร้างโรงงานผลิตเยื่อหรืออื่นๆโดยเป็นชื่อตัวเอง --> ต้นทุนลดลง --> กำไรเงินสดสูงขึ้น --> เงินสดสูงจนล้น --> ปันผลออกมา --> เงินที่เหลือไปหาที่ลงทุนต่อ --> ต้นทุนต่ำลงอีกหรือรายได้เพิ่มขึ้นอีก --> เงินสดสูงขึ้น --> เพิ่มปันผลอีก
จะเกิดอะไรขึ้นครับ หากบริษัทร่วมที่ลาวที่เพิ่งปลูกต้นไม้มีกำไรแต่ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีการจ่ายปันผลกลับมาเป็นเวลาหลายๆปี ซึ่งเค้าเองสามารถโตได้ด้วยการเพิ่มทุนจากเงิน TR ที่คอยซื้อหุ้นเพิ่มเรื่อยๆ ทุกปีๆ
คำตอบก็คือ เงินสดหรือกำไรใน Retain earning ของ TR จะเป็นแหล่งเงินทุนชั้นดีให้บริษัทร่วม และจะแสดงให้เห็นในงบดุลเงินลงทุนของบริษัทร่วมที่โตเอาๆ แต่กลับไม่มีเงินปันผลตอบแทนกลับมาเลย โดยกำไรทางบัญชีส่วนหนึ่งจะได้มาจากส่วนแบ่งเหล่านี้ (ในขณะที่ปันผลยังต่ำเตี้ยเหมือนเดิม เพราะต้องคอยเอาเงินไปป้อนให้บริษัทร่วม) สังเกตได้จากกำไรทางบัญชีสูงขึ้นเรื่อยๆจากส่วนแบ่งบริษัทร่วม แต่เงินสดอิสระยังเท่าเดิม
ในขณะที่การที่บริษัท TR ไปเป็นคนปลูกป่าที่ลาวเอง จะให้ผลที่แตกต่างกัน นั่นคือกำไร TR จะสูงขึ้นเนื่องจากได้ต้นทุนที่ถูก ผลตอบแทนจะได้กลับมาเป็นเงินสดที่สูงขึ้นในงบดุล ไม่ใช่ เงินลงทุนในบริษัทร่วม และแน่นอนว่า เงินสดเหล่านี้จะกลับมาตอบแทนกลับให้ผู้ถือหุ้น TR โดยตรงในรูปแบบเงินปันผล
นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่การประเมินมูลค่ากิจการ ควรประเมินจากกระแสเงินสดอิสระ ไม่ใช่กำไรทางบัญชีที่สามารถโยกย้ายถ่ายเทให้สวยหรูโดยที่นักลงทุนรายย่อยไม่รู้ตัว
ผิดถูกอย่างไร ชี้แนะด้วยครับ
อ้อ อีกวิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าบริษัทจะสามารถถ่ายเทเงินสดแบบเนียนๆไปให้บริษัทร่วมก็คือการซื้อขายโดยกำหนด term การชำระเงินครับ
เช่น ถ้า TR ต้องซื้อเยื่อกระดาษจากบริษัทที่แคนาดา แต่เนื่องจากน้องแคนาดากำลังเติบโตและต้องการเงินสดไปลงทุนต่อเนื่อง จึงขอให้ TR จ่ายเงินให้เร็วๆหน่อย จากเดิมที่ถ้าซื้อที่อื่น TR จะจ่ายเงินภายใน 60 วัน พอเป็นน้องแคปุ๊บ บริษัทใจดี 7 วันก็โอนเงินให้เลย งานนี้น้องแคสบายเพราะไม่ต้องกู้เงินเพิ่มซักนิด
คนที่ทำธุรกิจจะรู้ซึ้งดีถึงเจ้าตัว working capital ว่าสำคัญต่อการเติบโตขนาดไหน การที่ TR ยอมจ่ายเงินให้น้องแคเร็ว จะทำให้บริษัทต้องอั้นเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อมาหมุน ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้มากเท่าที่ควร
หรือถ้าน้องอินโดที่เป็นลูกค้า TR บอกว่า เค้าต้องการเงินหมุนเวียนเพิ่มขอให้ยืดระยะเวลาชำระหนี้จากปกติ 30 วันเป็น 60 วัน ก็จะส่งผลให้ TR ต้องอั้นเงินไว้อีกก้อน เพราะเงินไหลเข้ามาช้าลง
การที่บริษัทมี % working capital สุงๆจะทำให้เป็นอุปสรรคอย่างมากในการเติบโต เพราะยิ่งโต จะยิ่งต้องการเงินหมุนมากขึ้น
ผิดถูกอย่างไร รบกวนชี้แนะด้วยครับ
ปล. ผมมีหุ้นนิดนึงนะครับ ไม่อยากให้รีบซื้อกันจนราคาสูงเกินไป
วันพุธ, มิถุนายน 16, 2553
วันอังคาร, มิถุนายน 15, 2553
การประเมินมูลค่าหุ้นสไตล์ doodeemak
หลังจากทนเสียงเรียกร้องอันล้นหลาม(ของตัวเอง) ไม่ไหว วันนี้จึงได้ลองเขียนบทความการประเมินมูลค่าหุ้นสไตล์ doodeemak ซักทีนะครับ
จากการอ่านหนังสือบ้าง (ไม่อ่านบ้าง) จากบทความต่างๆบ้าง พบว่าวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นมีมากมายหลายวิธี (แล้วมรึงจะพูดทำไมฟะ) แต่โดยหลักๆแล้ว น่าจะสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1) วิธีเปรียบเทียบกำไรกับชาวบ้านและตัวเองในอดีตกับราคาในตลาด
นั่นคือ ดูว่ากำไรที่บริษัทได้สร้างขึ้นมา เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบันแล้วถูกหรือแพง ซึ่งก็คือ P/E ratio นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น บริษัท กอไก่ มีกำไร 10 บาทต่อปี มีมูลค่าตลาดรวม 100 บาท อย่างนี้ก็จะได้ P/E = 100/10 ก็คือ 10 เท่า
หากเปรียบเทียบกับ P/E ในอดีตของบริษัทในปีก่อนๆ บริษัทเคยมี P/E อยู่ที่ประมาณ 15-20 เท่า อย่างนี้ก็แสดงว่าหุ้นบริษัทนี้ถูก
แต่วิธีนี้จะต้องระวังคือกำไรที่นำมา ควรจะเป็น "กำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต" ดังนั้นในกรณีหุ้นที่เป็นวัฎจักร ถ้าหากเราไปหลงซื้อตอนที่ PE ต่ำๆโดยคิดว่ามันถูก โดยหารู้ไม่ว่า มันถูกเพราะกำไรที่สูงเกินจริงในอดีต ทีนี้พอกำไรในอนาคตมันตกลง ก็กลับกลายเป็นว่า PE กระโดดขึ้นสูงไปมากและอาจจะทำให้ราคาตกลงในที่สุด
ทั้งนี้เราอาจเปรียบเทียบ P/E กับอุตสาหกรรมหรือบริษัทใกล้เคียงได้ตามความพอใจ (แต่จะยากซักหน่อย เพราะตลาดให้ PE ที่ควรจะเป็นของบริษัทแตกต่างกัน ตามโอกาสของการเติบโตของกำไรที่แตกต่างกัน)
ดังนั้น วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นโดยการใช้ PE ratio ก็คือการเอา PE ที่เหมาะสมของบริษัทนั้นๆ คูณด้วยกำไรต่อหุ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคูณด้วย safety factor หรือ margin of safety เช่น อาจจะเผื่อความผิดพลาดไว้ 30% ก็คูณด้วย 0.7 เป็นต้น
วิธีนี้มีข้อดีคือ เข้าใจง่ายแต่ก็มีข้อควรระวังคือ
- PE ที่เหมาะสมนั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและความคาดหวังของตลาดต่ออนาคตของบริษัท
- กำไรที่ประมาณการนั้นต้องใช้ forward PE หรือกำไรในอนาคต ซึ่งควรจะเป็นกำไรที่เราสามารถล่วงรู้ได้ก่อนที่ราคาในตลาดจะตอบสนอง
2) วิธีเปรียบเทียบมูลค่าผู้ถือหุ้นทางบัญชีกับราคาในตลาด
คล้ายกับ PE แต่จะเป็นการมองมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้นแทนกำไรหรือก็คือ P/BV (Price to Book value) โดยข้อแตกต่างจาก PE ratio ที่เห็นได้ชัดคือราคาที่ประเมินได้ จะอิงจากสินทรัพย์เป็นหลักซึ่งมีข้อดีคือมีความแน่นอนสูงไม่เหมือนกับกำไร แต่มีข้อเสียคือ การประเมินมูลค่า book value หรือส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น ควรจะต้องมีการปรับปรุงสินทรัพย์ให้เป็นมูลค่าที่แท้จริง และถึงแม้ P/BV จะต่ำแต่หากผู้บริหารไม่คิดจะขายสินทรัพย์หรือนำสินทรัพย์ไปก่อให้เกิดประโยชน์ มูลค่าหรือราคาของหุ้นก็อาจจะยังคงไม่ไปไหน ส่วนวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น ก็เลียนแบบ PE เลยครับนั่นคือดูว่า P/BV ในอดีตของบริษัทกับปัจจุบันเป็นอย่างไร ถ้า P/BV ในปัจจุบันต่ำกว่าในอดีตมากๆ ก็แสดงว่าถูก (แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังคุณภาพของสินทรัพย์ด้วยนะครับ)
3) วิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ
อันนี้ยากมากครับ สามารถหาอ่านได้จากตำราเล่มหนาๆ
ข้อดีคือ เป็นวิธีที่ใกล้เคียงที่สุดในการประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เพราะคำนึงถึงเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ แต่มีข้อเสียคือสมมิตฐานที่นำมาใช้ หากเปลี่ยนนิดเดียว ก็จะทำให้มูลค่าหุ้นที่คำนวนได้เปลี่ยนไปมาก
โดยสรุปแล้วตามความเห็นของผม ทุกวิธีที่กล่าวมา ยากเกินไปทั้งนั้นเลย (แล้วมรึงจะพิมพ์มาตั้งนานหาพระแสงอะไร) ซึ่งการประเมินมูลค่าหุ้นนั้น ไม่น่าจะยากขนาดนั้น ก็เลยมาคิดว่าจะประเมินแบบไหนดีที่จะทำให้เรารู้สึกสบายใจในการถือหุ้นลงทุนโดยมีกฎเหล็กคือ "เงินต้นต้องปลอดภัย"
ผมจึงนั่งคิด (นอนคิดเป็นบางครั้ง) ว่าบริษัทลักษณะแบบไหนที่เวลาเราลงทุนแล้วเรารู้สึกปลอดภัยม้ากมาก ว่าเงินทุนเราจะไม่หล่นหายแถมเข้าซื้อในราคาถูก
คำตอบที่ได้จากเสียงเรียกของหัวใจก็คือ "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอและราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาตลาด"
1) "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอ"
นั่นคือเป็นบวกและสม่ำเสมอในแนวที่สูงขึ้น คือไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุกๆปี แต่ขอให้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นหรือคงที่
เพราะเวลาเราลงทุนอะไรลงไป เราย่อมต้องการให้กิจการนั้นมีเงินสดไหลกลับออกมาให้เรา เราถึงจะรู้สึกปลอดภัย
2) ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด
ผมคิดง่ายๆว่า ขอคืนทุนภายในไม่เกิน 3-4 ปีกับธุรกิจตะวันตกดิน และคืนทุนภายในไม่เกิน 10 ปีสำหรับกิจการที่มีแนวโน้มยังโตได้อีก
ตัวอย่างเช่น กระแสเงินสดอิสระประมาณการมีมูลค่า 200 ล้านบาทและบริษัทไม่มีหนี้สิน มูลค่าตลาดของบริษัทที่ผมยอมซื้อในกรณีที่เป็นธุรกิจตะวันตกดินต้องไม่เกิน 600 ล้านบาท จึงจะรู้สึกปลอดภัย เป็นต้น
แต่หากเป็นกิจการที่มีแนวโน้มโตขึ้นๆ อาจจะยอมยืดเวลาคืนทุนออกไปเป็น 10 ปี ดังนั้นมูลค่าตลาดที่ผมยอมซื้อก็คือ 2000 ล้านบาท (โดยมองว่า 200 ล้านบาทในปัจจุบัน น่าจะเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่แพงในวันนี้ ถูกในวันหน้า)
ซึ่งตรงนี้ก็เป็นศาตร์และศิลป์ของแต่ละท่านในการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดอิสระของกิจการ เพราะต้องมีการดูตัวเลขจริงในอดีตประกอบกับการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันประกอบด้วย (หากมีโอกาสจะได้กล่าวถึงในบทความถัดๆไปนะครับ) จะเห็นได้ว่า วิธีนี้เราไม่ต้องคำนวนค่า WACC อย่างวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ รวมทั้งไม่ต้องคอยประมาณกำไรที่จะเกิดในระยะสั้นๆแบบ PE และไม่ต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตาม P/BV อีกต่างหาก แต่วิธีจะมีข้อจำกัดตรงที่ กิจการที่มีกระแสเงินสดอิสระไม่สม่ำเสมอ ก็อาจจะไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งบางครั้ง อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสทองก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนสไตล์ doodeemak ต้องรักษากฎเหล็กไว้นะครับ คือลงทุนแล้วรู้สึกปลอดภัย เงินต้นไม่หาย
จากนั้นก็เอามูลค่าตลาดของหุ้นในใจที่ได้หารด้วยจำนวนหุ้นในตลาด เพียงเท่านี้ก็จะได้ราคาหุ้นในใจสไตล์ doodeemak แล้วล่ะครับ
จากการอ่านหนังสือบ้าง (ไม่อ่านบ้าง) จากบทความต่างๆบ้าง พบว่าวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นมีมากมายหลายวิธี (แล้วมรึงจะพูดทำไมฟะ) แต่โดยหลักๆแล้ว น่าจะสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้
1) วิธีเปรียบเทียบกำไรกับชาวบ้านและตัวเองในอดีตกับราคาในตลาด
นั่นคือ ดูว่ากำไรที่บริษัทได้สร้างขึ้นมา เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบันแล้วถูกหรือแพง ซึ่งก็คือ P/E ratio นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น บริษัท กอไก่ มีกำไร 10 บาทต่อปี มีมูลค่าตลาดรวม 100 บาท อย่างนี้ก็จะได้ P/E = 100/10 ก็คือ 10 เท่า
หากเปรียบเทียบกับ P/E ในอดีตของบริษัทในปีก่อนๆ บริษัทเคยมี P/E อยู่ที่ประมาณ 15-20 เท่า อย่างนี้ก็แสดงว่าหุ้นบริษัทนี้ถูก
แต่วิธีนี้จะต้องระวังคือกำไรที่นำมา ควรจะเป็น "กำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต" ดังนั้นในกรณีหุ้นที่เป็นวัฎจักร ถ้าหากเราไปหลงซื้อตอนที่ PE ต่ำๆโดยคิดว่ามันถูก โดยหารู้ไม่ว่า มันถูกเพราะกำไรที่สูงเกินจริงในอดีต ทีนี้พอกำไรในอนาคตมันตกลง ก็กลับกลายเป็นว่า PE กระโดดขึ้นสูงไปมากและอาจจะทำให้ราคาตกลงในที่สุด
ทั้งนี้เราอาจเปรียบเทียบ P/E กับอุตสาหกรรมหรือบริษัทใกล้เคียงได้ตามความพอใจ (แต่จะยากซักหน่อย เพราะตลาดให้ PE ที่ควรจะเป็นของบริษัทแตกต่างกัน ตามโอกาสของการเติบโตของกำไรที่แตกต่างกัน)
ดังนั้น วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นโดยการใช้ PE ratio ก็คือการเอา PE ที่เหมาะสมของบริษัทนั้นๆ คูณด้วยกำไรต่อหุ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคูณด้วย safety factor หรือ margin of safety เช่น อาจจะเผื่อความผิดพลาดไว้ 30% ก็คูณด้วย 0.7 เป็นต้น
วิธีนี้มีข้อดีคือ เข้าใจง่ายแต่ก็มีข้อควรระวังคือ
- PE ที่เหมาะสมนั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและความคาดหวังของตลาดต่ออนาคตของบริษัท
- กำไรที่ประมาณการนั้นต้องใช้ forward PE หรือกำไรในอนาคต ซึ่งควรจะเป็นกำไรที่เราสามารถล่วงรู้ได้ก่อนที่ราคาในตลาดจะตอบสนอง
2) วิธีเปรียบเทียบมูลค่าผู้ถือหุ้นทางบัญชีกับราคาในตลาด
คล้ายกับ PE แต่จะเป็นการมองมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้นแทนกำไรหรือก็คือ P/BV (Price to Book value) โดยข้อแตกต่างจาก PE ratio ที่เห็นได้ชัดคือราคาที่ประเมินได้ จะอิงจากสินทรัพย์เป็นหลักซึ่งมีข้อดีคือมีความแน่นอนสูงไม่เหมือนกับกำไร แต่มีข้อเสียคือ การประเมินมูลค่า book value หรือส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น ควรจะต้องมีการปรับปรุงสินทรัพย์ให้เป็นมูลค่าที่แท้จริง และถึงแม้ P/BV จะต่ำแต่หากผู้บริหารไม่คิดจะขายสินทรัพย์หรือนำสินทรัพย์ไปก่อให้เกิดประโยชน์ มูลค่าหรือราคาของหุ้นก็อาจจะยังคงไม่ไปไหน ส่วนวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น ก็เลียนแบบ PE เลยครับนั่นคือดูว่า P/BV ในอดีตของบริษัทกับปัจจุบันเป็นอย่างไร ถ้า P/BV ในปัจจุบันต่ำกว่าในอดีตมากๆ ก็แสดงว่าถูก (แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังคุณภาพของสินทรัพย์ด้วยนะครับ)
3) วิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ
อันนี้ยากมากครับ สามารถหาอ่านได้จากตำราเล่มหนาๆ
ข้อดีคือ เป็นวิธีที่ใกล้เคียงที่สุดในการประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เพราะคำนึงถึงเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ แต่มีข้อเสียคือสมมิตฐานที่นำมาใช้ หากเปลี่ยนนิดเดียว ก็จะทำให้มูลค่าหุ้นที่คำนวนได้เปลี่ยนไปมาก
โดยสรุปแล้วตามความเห็นของผม ทุกวิธีที่กล่าวมา ยากเกินไปทั้งนั้นเลย (แล้วมรึงจะพิมพ์มาตั้งนานหาพระแสงอะไร) ซึ่งการประเมินมูลค่าหุ้นนั้น ไม่น่าจะยากขนาดนั้น ก็เลยมาคิดว่าจะประเมินแบบไหนดีที่จะทำให้เรารู้สึกสบายใจในการถือหุ้นลงทุนโดยมีกฎเหล็กคือ "เงินต้นต้องปลอดภัย"
ผมจึงนั่งคิด (นอนคิดเป็นบางครั้ง) ว่าบริษัทลักษณะแบบไหนที่เวลาเราลงทุนแล้วเรารู้สึกปลอดภัยม้ากมาก ว่าเงินทุนเราจะไม่หล่นหายแถมเข้าซื้อในราคาถูก
คำตอบที่ได้จากเสียงเรียกของหัวใจก็คือ "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอและราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาตลาด"
1) "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอ"
นั่นคือเป็นบวกและสม่ำเสมอในแนวที่สูงขึ้น คือไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุกๆปี แต่ขอให้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นหรือคงที่
เพราะเวลาเราลงทุนอะไรลงไป เราย่อมต้องการให้กิจการนั้นมีเงินสดไหลกลับออกมาให้เรา เราถึงจะรู้สึกปลอดภัย
2) ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด
ผมคิดง่ายๆว่า ขอคืนทุนภายในไม่เกิน 3-4 ปีกับธุรกิจตะวันตกดิน และคืนทุนภายในไม่เกิน 10 ปีสำหรับกิจการที่มีแนวโน้มยังโตได้อีก
ตัวอย่างเช่น กระแสเงินสดอิสระประมาณการมีมูลค่า 200 ล้านบาทและบริษัทไม่มีหนี้สิน มูลค่าตลาดของบริษัทที่ผมยอมซื้อในกรณีที่เป็นธุรกิจตะวันตกดินต้องไม่เกิน 600 ล้านบาท จึงจะรู้สึกปลอดภัย เป็นต้น
แต่หากเป็นกิจการที่มีแนวโน้มโตขึ้นๆ อาจจะยอมยืดเวลาคืนทุนออกไปเป็น 10 ปี ดังนั้นมูลค่าตลาดที่ผมยอมซื้อก็คือ 2000 ล้านบาท (โดยมองว่า 200 ล้านบาทในปัจจุบัน น่าจะเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่แพงในวันนี้ ถูกในวันหน้า)
ซึ่งตรงนี้ก็เป็นศาตร์และศิลป์ของแต่ละท่านในการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดอิสระของกิจการ เพราะต้องมีการดูตัวเลขจริงในอดีตประกอบกับการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันประกอบด้วย (หากมีโอกาสจะได้กล่าวถึงในบทความถัดๆไปนะครับ) จะเห็นได้ว่า วิธีนี้เราไม่ต้องคำนวนค่า WACC อย่างวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ รวมทั้งไม่ต้องคอยประมาณกำไรที่จะเกิดในระยะสั้นๆแบบ PE และไม่ต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตาม P/BV อีกต่างหาก แต่วิธีจะมีข้อจำกัดตรงที่ กิจการที่มีกระแสเงินสดอิสระไม่สม่ำเสมอ ก็อาจจะไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งบางครั้ง อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสทองก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนสไตล์ doodeemak ต้องรักษากฎเหล็กไว้นะครับ คือลงทุนแล้วรู้สึกปลอดภัย เงินต้นไม่หาย
จากนั้นก็เอามูลค่าตลาดของหุ้นในใจที่ได้หารด้วยจำนวนหุ้นในตลาด เพียงเท่านี้ก็จะได้ราคาหุ้นในใจสไตล์ doodeemak แล้วล่ะครับ
วันจันทร์, มิถุนายน 07, 2553
วันประกาศอิสรภาพแห่งการลงทุนในหุ้น
วันสองวันมานี้ มีข่าวในแง่ลบค่อนข้างมากใน web Thavi ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ราคาหุ้นที่ได้จากการพบปะกับเซียนนั้น สูงขึ้นมากหลังจากงานพบปะสังสรรค์
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่พยายามจะหาหุ้นคุณค่าจากเซียน แต่น่าแปลกว่าในปัจจุบันนี้ ผมแทบไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะซื้อหุ้นตามเซียนเลย (แต่แอบมีบ้างเล็กๆ) ออกจะในแนวทางตรงกันข้าม คือไม่พยายามเข้าไปยุ่งกับหุ้นหรือกิจการที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะนั่นจะทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกกรณีหนึ่งก็คือ การซื้อตามเซียนนั้น หากไม่ได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้ว นักลงทุนก็จะลงทุนอย่างไม่มีความสุข ไม่มีอิสรภาพ เพราะต้องคอยติดตามข่าวจากเซียนอยู่เสมอๆ ซึ่งนับเป็นความรู้สึกที่อึดอัดและไม่มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ในความเห็นของผม สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำก็คือการศึกษาและเรียนรู้จากเซียนท่านนั้นว่า ท่านมีหลักคิดหรือมีแนวทางการหาหุ้นอย่างไร แล้วพยายามนำไปปรับใช้ในกระบวนท่าการลงทุนเพื่อพัฒนาออกมาเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเอง
วันนี้อาจจะเป็นวันประกาศอิสรภาพของตัวผมเอง เนื่องจากเป็นวันที่ผมสามารถ "สอบผ่าน" บททดสอบใจตัวเองในการซื้อหุ้นตามคนอื่นได้ ผมจึงขอเหมาเอาเองว่า การลงทุนแบบ VI ของผมนั้น น่าจะเลื่อนขั้นมาได้ระดับหนึ่ง หากเปรียบกับการเรียนในโรงเรียน วันนี้ก็น่าจะเป็นวันประกาศผลสอบว่าผมสามารถสอบผ่านชั้น ป.1 ไปสู่ชั้น ป.2 ได้นั่นเอง
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่พยายามจะหาหุ้นคุณค่าจากเซียน แต่น่าแปลกว่าในปัจจุบันนี้ ผมแทบไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะซื้อหุ้นตามเซียนเลย (แต่แอบมีบ้างเล็กๆ) ออกจะในแนวทางตรงกันข้าม คือไม่พยายามเข้าไปยุ่งกับหุ้นหรือกิจการที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะนั่นจะทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย
อีกกรณีหนึ่งก็คือ การซื้อตามเซียนนั้น หากไม่ได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้ว นักลงทุนก็จะลงทุนอย่างไม่มีความสุข ไม่มีอิสรภาพ เพราะต้องคอยติดตามข่าวจากเซียนอยู่เสมอๆ ซึ่งนับเป็นความรู้สึกที่อึดอัดและไม่มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง
ในความเห็นของผม สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำก็คือการศึกษาและเรียนรู้จากเซียนท่านนั้นว่า ท่านมีหลักคิดหรือมีแนวทางการหาหุ้นอย่างไร แล้วพยายามนำไปปรับใช้ในกระบวนท่าการลงทุนเพื่อพัฒนาออกมาเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเอง
วันนี้อาจจะเป็นวันประกาศอิสรภาพของตัวผมเอง เนื่องจากเป็นวันที่ผมสามารถ "สอบผ่าน" บททดสอบใจตัวเองในการซื้อหุ้นตามคนอื่นได้ ผมจึงขอเหมาเอาเองว่า การลงทุนแบบ VI ของผมนั้น น่าจะเลื่อนขั้นมาได้ระดับหนึ่ง หากเปรียบกับการเรียนในโรงเรียน วันนี้ก็น่าจะเป็นวันประกาศผลสอบว่าผมสามารถสอบผ่านชั้น ป.1 ไปสู่ชั้น ป.2 ได้นั่นเอง
วันศุกร์, มิถุนายน 04, 2553
แนวทางการลงทุน 4 สาย
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การลงทุนแบบ Value Investment นั้นดูจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของผมในการมองลักษณะผู้คนที่เรียกตัวเองว่า VI ผ่านเว็บ Thaivi ว่าสามารถจัดแบ่งประเภทของกลุ่มนักลงทุนเหล่านั้นออกเป็นสายๆได้อย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะมีการแบ่งกลุ่มแบ่งสำนักแตกต่างจากท่านอื่นๆนะครับ
สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
ผมคิดว่านักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้ จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างดี ชอบความปลอดภัย ในบางครั้งอาจจะต้องซื้อแล้วรอ เพื่อให้มูลค่านั้นปลดปล่อยออกมา (หรืออาจจะซื้อแล้วลืม ทิ้งไว้เป็นมรดกไปเลย) รวมทั้งการรอให้ราคานั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างมากดังนั้น หากนักลงทุนเลือดร้อนที่ต้องการความสำเร็จในระยะสั้น การลงทุนในแนวนี้อาจจะไม่เหมาะ เพราะอาจจะทนรอไม่ไหวจนต้องขายขาดทุนไป
สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
นักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีเวลาค่อนข้างมากเพื่อทำให้ตัวเองนั้นมีความรู้ความเข้าใจ มีข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมาณการกำไรในอนาคต เพราะเค้าจะสามารถเข้าถึง "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างดีและจะต้องมีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่าเค้านั้นจะเป็นคนแรกๆที่รู้ตัวก่อนว่า "สาเหตุของกำไร" มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ "ซื้อ" และ "ขาย" ก่อนนักลงทุนรายอื่นๆ แต่หากเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความเข้าใจ "ข่าว" หรือ "สาเหตุของกำไร" ที่เขาทราบนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ล่าช้ากว่านักลงทุนผู้ชาญฉลาด ทำให้ต้นทุนในการซื้อนั้นสูง และยังไม่สามารถรู้ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เค้าสมควรจะขาย เพราะเค้าไม่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าใจ "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่พบเห็นอยู่ตาม webboard ของ Thaivi ที่ผ่านมาก็เช่น กระทู้การขาดทุนหุ้น TRC ที่เป็นหุ้นโครงการและประสบปัญหาขาดทุนทำให้ราคาหุ้นตกลงอย่างหนัก
สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
นักลงทุนสายนี้ควรจะต้องเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านงบการเงินได้ค่อนข้างดี รวมถึงการอ่านค่า ratio การทำกำไรและงบกระแสเงินสด นักลงทุนที่เหมาะสม จึงควรเป็นผู้ที่มีความรู้ทางบัญชีเพื่อที่จะสามารถกรองหุ้นที่มีความปลอดภัยจากหนี้สินรวมถึงปริมาณกระแสเงินสดและยังต้องสามารถประมาณราคาได้อย่างดีและมีความอดทนในการรอและซื้อหุ้นในจังหวะทีมีราคาที่มีส่วนลดมากๆ เพื่อเป็นการสร้างกำไรให้งอกเงยได้โดยไม่เสี่ยง
สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองศักยภาพของธุรกิจและ business model เป็นหลัก ว่าหุ้นตัวที่เขาต้องการนั้น จะยังสร้างกำไรที่ดีได้ในอนาคต 3-5 ปี หรืออาจจะ 10 ปีได้หรือไม่ ดังนั้น นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในสายนี้ ควรจะเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านและทำนายพฤติกรรมและ trend ในอนาคตของธุรกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี
ผมจึงลองสรุป VI ทั้ง 4 สายตามจุดแข็ง, ผลตอบแทน และความเสี่ยงได้ดังนี้ครับ
สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และมีความอดทนในการรอ
ผลตอบแทน: น้อยช่วงแรกแต่จะพุ่งมากที่สุดเมื่อทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: เวลาในการรอคอยอาจไม่คุ้มกับค่าเสียโอกาส
สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: รู้ต้นตอ "สาเหตุของกำไร" ที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้ก่อนคนอื่นและมีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลตอบแทน: สูงมากและสามารถทำได้ในระยะสั้น
ความเสี่ยง: การประมาณกำไรพลาด, รู้ "สาเหตุของกำไร" ช้ากว่าคนอื่น, ต้องหาตัวใหม่ๆลงทุนอยู่เสมอๆ
สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: การวิเคราะห์งบโดยเฉพาะงบกระแสเงินสดและความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ
ผลตอบแทน: ปานกลางแต่ค่อนข้างมั่นคง
ความเสี่ยง: การวิเคราะห์ผิด, สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอาจะทำให้ความปลอดภัยที่เคยมีหายไป
สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการอ่าน trend และธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต
ผลตอบแทน: อาจจะน้อยในช่วงแรกแต่จะมากขึ้นๆตามศักยภาพของกำไรที่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: การอ่าน trend พลาดและการซื้อหุ้นในราคาที่มี Margin of safety น้อยเกินไป
โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่นเวลาและเครือข่ายที่มี เช่น หากเป็นนักลงทุนเต็มเวลาการเลือกแนวทางสายที่ 2 น่าจะเหมาะ เพราะสามารถมีเวลาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงข้อมูลได้ดี ในขณะที่นักลงทุนไม่เต็มเวลาควรจะหลีกเลี่ยง
ในส่วนตัวของผมแล้ว ยังเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะเข้าตลาดมาเพียง 3 ปีกว่าๆ และยังไม่ใช่นักลงทุนเต็มเวลาที่สามารถ monitor ข้อมูลข่าวสารหรือ trend ทางธุรกิจได้ก่อนคนอื่นๆ แต่มีความรู้พื้นฐานด้านบัญชีและจบ MBA ผมจึงคิดว่าแนวทางที่เหมาะสมในการจัดพอร์ตของตัวเองน่าจะเป็น
เน้นสินทรัพย์มาก: 20% หวังผลตอบแทนเป็นก้อนใหญ่ๆในระยะยาว
เน้นกำไรก้าวกระโด 1-2 ปี: 0% ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลเชิงลึก กลัวความเสี่ยงเพราะรู้น้อยกว่าคนอื่นๆ
เน้นความปลอดภัย: 60% สามารถวิเคราะห์งบและอัตราส่วนต่างๆได้ดี
เน้นศักยภาพอนาคต: 20% พอจะมอง mega trend ได้บ้าง แต่รอซื้อตอนตลาดตกใจ
อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่า หุ้นทุกตัวมักจะเป็นหุ้นที่มีลักษณะผสมผสานกันทั้งสี่แบบ เพียงแต่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ที่สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ความโดดเด่นของหุ้นแต่ละตัวนั้นจะแสดงออกมาเพียง 1 สายที่โดดเด่นจริงๆ
ในความเห็นของผมคิดว่า นักลงทุนหน้าใหม่ส่วนมาก ชอบที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยการมองหาหุ้น "VI" โดยทึกทักเอาว่า หุ้น "VI" คือหุ้นที่นักลงทุนหุ้นคุณค่ากำลังนิยมในขณะนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ซึ่งโดยส่วนมากหุ้นที่ได้รับความนิยม มักจะเป็นหุ้นสายที่ 2 เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าดึงดูดในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดและความเข็ด ให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน หากนักลงทุนเหล่านั้นไร้ซึ่งจุดแข็งในการเข้าถึงและมีเวลาที่จะ monitor "สาเหตุของกำไร" ได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ
สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
ผมคิดว่านักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้ จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างดี ชอบความปลอดภัย ในบางครั้งอาจจะต้องซื้อแล้วรอ เพื่อให้มูลค่านั้นปลดปล่อยออกมา (หรืออาจจะซื้อแล้วลืม ทิ้งไว้เป็นมรดกไปเลย) รวมทั้งการรอให้ราคานั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างมากดังนั้น หากนักลงทุนเลือดร้อนที่ต้องการความสำเร็จในระยะสั้น การลงทุนในแนวนี้อาจจะไม่เหมาะ เพราะอาจจะทนรอไม่ไหวจนต้องขายขาดทุนไป
สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
นักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีเวลาค่อนข้างมากเพื่อทำให้ตัวเองนั้นมีความรู้ความเข้าใจ มีข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมาณการกำไรในอนาคต เพราะเค้าจะสามารถเข้าถึง "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างดีและจะต้องมีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่าเค้านั้นจะเป็นคนแรกๆที่รู้ตัวก่อนว่า "สาเหตุของกำไร" มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ "ซื้อ" และ "ขาย" ก่อนนักลงทุนรายอื่นๆ แต่หากเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความเข้าใจ "ข่าว" หรือ "สาเหตุของกำไร" ที่เขาทราบนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ล่าช้ากว่านักลงทุนผู้ชาญฉลาด ทำให้ต้นทุนในการซื้อนั้นสูง และยังไม่สามารถรู้ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เค้าสมควรจะขาย เพราะเค้าไม่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าใจ "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่พบเห็นอยู่ตาม webboard ของ Thaivi ที่ผ่านมาก็เช่น กระทู้การขาดทุนหุ้น TRC ที่เป็นหุ้นโครงการและประสบปัญหาขาดทุนทำให้ราคาหุ้นตกลงอย่างหนัก
สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
นักลงทุนสายนี้ควรจะต้องเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านงบการเงินได้ค่อนข้างดี รวมถึงการอ่านค่า ratio การทำกำไรและงบกระแสเงินสด นักลงทุนที่เหมาะสม จึงควรเป็นผู้ที่มีความรู้ทางบัญชีเพื่อที่จะสามารถกรองหุ้นที่มีความปลอดภัยจากหนี้สินรวมถึงปริมาณกระแสเงินสดและยังต้องสามารถประมาณราคาได้อย่างดีและมีความอดทนในการรอและซื้อหุ้นในจังหวะทีมีราคาที่มีส่วนลดมากๆ เพื่อเป็นการสร้างกำไรให้งอกเงยได้โดยไม่เสี่ยง
สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองศักยภาพของธุรกิจและ business model เป็นหลัก ว่าหุ้นตัวที่เขาต้องการนั้น จะยังสร้างกำไรที่ดีได้ในอนาคต 3-5 ปี หรืออาจจะ 10 ปีได้หรือไม่ ดังนั้น นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในสายนี้ ควรจะเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านและทำนายพฤติกรรมและ trend ในอนาคตของธุรกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี
ผมจึงลองสรุป VI ทั้ง 4 สายตามจุดแข็ง, ผลตอบแทน และความเสี่ยงได้ดังนี้ครับ
สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และมีความอดทนในการรอ
ผลตอบแทน: น้อยช่วงแรกแต่จะพุ่งมากที่สุดเมื่อทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: เวลาในการรอคอยอาจไม่คุ้มกับค่าเสียโอกาส
สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: รู้ต้นตอ "สาเหตุของกำไร" ที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้ก่อนคนอื่นและมีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลตอบแทน: สูงมากและสามารถทำได้ในระยะสั้น
ความเสี่ยง: การประมาณกำไรพลาด, รู้ "สาเหตุของกำไร" ช้ากว่าคนอื่น, ต้องหาตัวใหม่ๆลงทุนอยู่เสมอๆ
สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: การวิเคราะห์งบโดยเฉพาะงบกระแสเงินสดและความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ
ผลตอบแทน: ปานกลางแต่ค่อนข้างมั่นคง
ความเสี่ยง: การวิเคราะห์ผิด, สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอาจะทำให้ความปลอดภัยที่เคยมีหายไป
สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการอ่าน trend และธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต
ผลตอบแทน: อาจจะน้อยในช่วงแรกแต่จะมากขึ้นๆตามศักยภาพของกำไรที่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: การอ่าน trend พลาดและการซื้อหุ้นในราคาที่มี Margin of safety น้อยเกินไป
โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่นเวลาและเครือข่ายที่มี เช่น หากเป็นนักลงทุนเต็มเวลาการเลือกแนวทางสายที่ 2 น่าจะเหมาะ เพราะสามารถมีเวลาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงข้อมูลได้ดี ในขณะที่นักลงทุนไม่เต็มเวลาควรจะหลีกเลี่ยง
ในส่วนตัวของผมแล้ว ยังเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะเข้าตลาดมาเพียง 3 ปีกว่าๆ และยังไม่ใช่นักลงทุนเต็มเวลาที่สามารถ monitor ข้อมูลข่าวสารหรือ trend ทางธุรกิจได้ก่อนคนอื่นๆ แต่มีความรู้พื้นฐานด้านบัญชีและจบ MBA ผมจึงคิดว่าแนวทางที่เหมาะสมในการจัดพอร์ตของตัวเองน่าจะเป็น
เน้นสินทรัพย์มาก: 20% หวังผลตอบแทนเป็นก้อนใหญ่ๆในระยะยาว
เน้นกำไรก้าวกระโด 1-2 ปี: 0% ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลเชิงลึก กลัวความเสี่ยงเพราะรู้น้อยกว่าคนอื่นๆ
เน้นความปลอดภัย: 60% สามารถวิเคราะห์งบและอัตราส่วนต่างๆได้ดี
เน้นศักยภาพอนาคต: 20% พอจะมอง mega trend ได้บ้าง แต่รอซื้อตอนตลาดตกใจ
อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่า หุ้นทุกตัวมักจะเป็นหุ้นที่มีลักษณะผสมผสานกันทั้งสี่แบบ เพียงแต่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ที่สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ความโดดเด่นของหุ้นแต่ละตัวนั้นจะแสดงออกมาเพียง 1 สายที่โดดเด่นจริงๆ
ในความเห็นของผมคิดว่า นักลงทุนหน้าใหม่ส่วนมาก ชอบที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยการมองหาหุ้น "VI" โดยทึกทักเอาว่า หุ้น "VI" คือหุ้นที่นักลงทุนหุ้นคุณค่ากำลังนิยมในขณะนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ซึ่งโดยส่วนมากหุ้นที่ได้รับความนิยม มักจะเป็นหุ้นสายที่ 2 เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าดึงดูดในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดและความเข็ด ให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน หากนักลงทุนเหล่านั้นไร้ซึ่งจุดแข็งในการเข้าถึงและมีเวลาที่จะ monitor "สาเหตุของกำไร" ได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ
วันเสาร์, พฤษภาคม 29, 2553
วิถี VI ไทย - Money talk
http://www.blip.tv/file/3641215
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ
ดร. นิเวศน์กับความหมายของ VI
หุ้นที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นหุ้นที่มีคุณค่ามากกว่าราคาหุ้นในตลาดโดยมูลค่าคือเงินปันผลที่ได้รับหรือกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต
วิถีชีวิต
คุณหมอบำรุง: ลาออกจากราชการมาลงทุนอย่างเดียวประมาณ 3 ปี หลังจากการทำงานมา 13 ปีตำแหน่งล่าสุดเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์ มีครอบครัวลูกสามภรรยาหนึ่ง เริ่มลงทุนจากการที่ต้องคิดว่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะเอาไปทำอะไรดีหลังจากเริ่มทำงาน ได้เจอประโยคที่เปลี่ยนชีวิตคือความเห็นของไอน์สไตน์ "มนุษย์ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ขึ้นมา คือมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยผบตอบแทนระดับ 15-20% มูลค่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะประหนึ่งดั่งนิวเคลียร์" จึงคิดอยากจะเป็นเจ้าของร้าน แต่หลังจากประชุมแฟรนไชส์แล้วพบว่าไม่ใช่วิถีของเรา เพราะต้องลงแรงเหนื่อยในการคุมร้าน บังเอิญเจอโฆษณา ปตท. ที่กำลังเข้าตลาด และโฆษณาเรื่องเงินปันผลระดับ 7% จึงเริ่มเปิดพอร์ตเพื่อซื้อ ปตท. แต่โบรคบอกว่าหุ้นเกษตรปันผลมากกว่าระดับ 10%
จึงเริ่มซื้อหุ้นเกษตรด้วยการเปิดพอร์ตระดับเงินล้านกว่าบาท โดยมีการกู้มาส่วนหนึ่ง เปิดมา 4 เดือน ขาดทุน 4 แสนกว่าบาท จึงเริ่มเข้าไปใน web Pantip และพบ link ไปที่ web Thaivi ประกอบการอ่านหนังสือตีแตก จึงเริ่มใช้หลักการในหนังสือมาหาหุ้นตาม concept ตอนนั้นปี 2546 ระหว่างนั้นก็เริ่มฝึกเรื่อยๆและมีกำไรมาเรื่อยๆ มีความมุมานะมากขึ้น สามารถวิเคราะห์หุ้นจากครึ่งหน้าเป็นเจ็ดถึงแปดหน้า จนแม้กระทั่งติดเข้าไปในความฝัน ใช้เวลาในการวิเคราะห์นานมากในหุ้นแต่ละตัวตามทฤษฎีของวอร์เรน, ปีเตอร์ ลินซ์ จนกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนลาออกจากงานก็คืนเงินกู้รวมทั้งเงินที่ยืมคุณยายและพี่สาวมาลงทุน
ลาออกจากงานเพราะรู้สึกอิ่มกับการทำงานมา 13 ปี ปัจจุบันชีวิตประจำวันคือการส่งลูกไปเรียน, ชอปปิ้งบ้างออกกำลังกายบ้าง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นวิศวะ
คุณมนตรี: ตอนนี้ทำงานพิเศษคือที่ปรึกษาให้ธนาคารเกียรตินาคิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและเป็นนักลงทุน เรียนจบวิศวกรในช่วงที่เศรษฐกิจดีมาก ทำงานมาหนึ่งปีก็ได้ย้ายไปทำงานกับบริษัทที่อยู่ในตลาด (index ประมาณ 1400 - 1500) ได้หุ้นจากการเป็นพนักงานเริ่มซื้อขายหุ้นตามโบรกที่แนะนำ เงินลงทุนประมาณสองแสนกว่า จน index ลงมา จึงขายไปประมาณครึ่งพอร์ตแล้วทิ้งไปพักใหญ่ กลับมาตอนหลังปี 40 index ประมาณสองร้อยกว่าๆ ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนสายงานเป็น sales ซึ่งเป็นบริษัทในตลาด ด้วยอาชีพทำให้รู้จักบริษัทในตลาดค่อนข้างมาก ตอนนั้นเริ่มลงทุนแนว VI จากการที่มีน้องที่ทำงานให้หนังสือ warren buffet eassay ซึงตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าวอร์เรนคือใคร จากนั้นตามมาด้วยหนังสือตีแตก จึงประทับใจในตรรกะของการลงทุนแนว VI เริ่มลงทุนด้วยเงินประมาณสามแสน index ประมาณสามร้อยกว่าจุด จนกระทั่งขึ้นมาถึงระดับ 600 - 800 จุด จึงเริ่มตั้งตัวได้และออกจากงาน และเริ่มก่อตั้งเว็บ Thaivi เพราะอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนแนว VI กับเพื่อนๆประมาณ 4-5 คน
ตอนนี้ลงทุนในไทย 20% และต่างประเทศ 20% และลงทุนในทองคำและถือเงินสด ตอนนี้เริ่มเหงาจึงหางานพิเศษทำ
คุณฉัตรชัย: จบตรีวิศวะ โท MBA ก่อนออกมาลงทุนทำงานล่าสุดด้านสินเชื่อธนาคาร ทำงานมา 11 ปี เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 33 สนใจเรื่องธุรกิจและได้อ่าน นสพ กรุงเทพธุรกิจที่เป็นการแปลบทความของปีเตอร์ ลินซ์ โดยเริ่มซื้อหุ้นทันทีหลังจากจบ โดยซื้อตอนดัชนีระดับ 1400 โดยซื้อหุ้นตัวแรกที่ราคา 118 และ cut loss ที่ราคา 18 บาท โดยซื้อเพราะบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่โต และหลังจากนั้นพบว่าความรู้ยังน้อยในเชิงธุรกิจ จึงศึกษา MBA ต่อ ทำให้รู้ในเรื่องธุรกิจมากขึ้นประกอบกับงานที่ทำคืองานสินเชื่อ โดยตอนนั้นได้ขายล้างพอร์ตไปก่อนที่จะเกิดวิกฤตเพราะเริ่มเห็นสัญญาณจากการทำงานที่ธนาคาร โดยกลับมาลงทุนอีกครั้งช่วงดัชนีประมาณสองร้อยกว่าๆ เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปรับลงมามากแล้ว ซึ่งตอนนั้น ก็เริ่มลงทุนแนว VI แล้วในพอร์ตหลักแสน โดยลาออกจากงานประจำมาตั้งแต่ปี 44
ดร. นิเวศน์: จบวิศวะจุฬา MBA นิด้าและทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับหลักทรัพย์ เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุสิบขวบ เพราะทางบ้านจน เริ่มต้นจากการซื้อหมากฝรั่งมาขาย, เพราะเห็ดฟาง, เก็บเศษสายไฟขาย จบออกมาทำงานวิศวะจนเป็นหัวหน้าวิศวกรที่ต่างจังหวัด เรียน MBA และไปต่อเอกการเงินที่ต่างประเทศและกลับมาทำงานด้านการเงิน เป็นนักวางแผนการเงินและจากนั้นย้ายไปทำงานบริษัทหลักทรัพย์ ทำงานฝ่ายวาณิชย์ธนกิจ ลงทุนหุ้นแบบซื้อมาขายไปแบบสเปะสปะ เริ่มรู้จัก VI จากการจัดตั้งแผนกที่นำเงินมาลงทุน ซึ่งต้องมีแผนกวิเคราะห์ จึงเริ่มมีการ form idea ในการลงทุน แต่ช่วงนั้นก็ยังไม่เป็นแนว VI เพราะหุ้นตอนนั้นค่อนข้างแพงเพราะดัชนีสูงแล้ว พอถึงจุดหนึ่ง จึงคิดว่าการวิเคราะห์หุ้นคือแนวทางที่ดี ต่อมาดัชนีลงมาจากระดับพันกว่าเหลือเจ็ดถึงแปดร้อยจุด จนกระทั่งบริษัทหลักทรัพย์ถูกปิด เริ่มใช้แนว VI ปี 38-39 จนปี 40 เกิดวิกฤติราคาหุ้นก็ยังไม่กระทบมาก โดยมีเงินเก็บประมาณ 10 ล้าน ซึ่งตอนนั้นตกงาน ไม่มีทางเลือก จึงเริ่มลงทุน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการซื้อขายน้อยมากแต่ก็ได้งานที่ปรึกษาและเก็บเงินจากเงินเดือนมาตลอดจนกระทั่งออกจากงาน ชีวิตประจำวันคือ ส่งลูก, ออกไปตีกอล์ฟ ตอนเย็นก็ออกไปจ็อกกิ้ง เขียนบทความ, สอนหนังสือ
วิธีลงทุนโดนสรุป
คุณมนตรี: วิธีเดิมๆ คือดูกิจการเป็นหลัก ดูกิจการที่มีการเติบโตมีกำไร มีผู้บริหารที่ดี รอซื้อที่ราคาที่เหมาะสม ตอนนี้ซื้อหุ้นไทย 30% กองทุนต่างประเทศ (โดยเลือก บล. ที่ลงทุนตาม concept เดียวกับเรา) ประมาณ 50% และอีก 20% เป็นกองทุนทองคำและเงินสด ซึ่งจะมีการปรับระดับ % ของหุ้นตามสถานการณ์
คุณบำรุง: ตอนนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 130% ลงทุนในหุ้นตัว 2-3 ตัว ตัวรอง 7-8 ตัว มีหลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นโดยการมองอนาคตว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่กำลังจะมาในอนาคต จากนั้นจึงค่อยดูบริษัทในกลุ่มนั้นๆและดูกิจการว่ามีกระแสเงินสดเข้ามาเท่าไหร่ แฟร์แวลูอยู่ที่ไหน โดยไม่มีระยะเวลาที่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับว่าราคาหุ้นได้มาถึงแฟร์แวลูหรือยัง การใช้มาร์จินนั้นมีต้นทุนประมาณ 6-7% ต่อปี ถ้าเรามั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่านั้น จึงใช้
คุณฉัตรชัย: เลือกหุ้นที่เราอยากเป็นเจ้าของกิจการ มีกระแสเงินสดสุทธิที่ดี ผู้บริหารเชื่อถือได้ เคยถือหุ้นตัวเดียวมา 5-6 ปี ที่กล้าเพราะว่าเรามั่นใจ และไม่จำเป็นที่จะขายทิ้ง เพราะราคายังไม่ over value และหากจะเปลี่ยนก็ต้องเพราะเราวิเคราะห์ผิดหรือราคาเกินหรือมีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจมากกว่า สาเหตุที่สนใจการวิเคราะห์งบเพราะงบเป็นตัวสะท้อนความเป็นไปของกิจการและพฤติกรรมผู้บริหาร
ดร. นิเวศน์: เลือกหุ้น wonderful business with reasonable price คือธุรกิจที่มีการเติบโตมีกระแสเงินสดมากมีการเติบโตระยะยาว 3-5 ปีอย่างแน่นอน ไม่ได้เลือกหุ้นแบบ top down หรือ bottom up แต่เป็นการมองแบบรู้ได้ทันทีว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่โดดเด่น มีผู้บริหารที่วางใจได้มีการจ่ายปันผลที่สมเหตุสมผล แล้วรอให้ราคาถึงที่ที่เราคาดหวัง ถ้าไม่ถึงไม่ซื้อ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเลือกตัวที่ดีที่สุด หากราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำกว่าราคาที่คาดหวัง
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ
ดร. นิเวศน์กับความหมายของ VI
หุ้นที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นหุ้นที่มีคุณค่ามากกว่าราคาหุ้นในตลาดโดยมูลค่าคือเงินปันผลที่ได้รับหรือกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต
วิถีชีวิต
คุณหมอบำรุง: ลาออกจากราชการมาลงทุนอย่างเดียวประมาณ 3 ปี หลังจากการทำงานมา 13 ปีตำแหน่งล่าสุดเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์ มีครอบครัวลูกสามภรรยาหนึ่ง เริ่มลงทุนจากการที่ต้องคิดว่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะเอาไปทำอะไรดีหลังจากเริ่มทำงาน ได้เจอประโยคที่เปลี่ยนชีวิตคือความเห็นของไอน์สไตน์ "มนุษย์ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ขึ้นมา คือมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยผบตอบแทนระดับ 15-20% มูลค่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะประหนึ่งดั่งนิวเคลียร์" จึงคิดอยากจะเป็นเจ้าของร้าน แต่หลังจากประชุมแฟรนไชส์แล้วพบว่าไม่ใช่วิถีของเรา เพราะต้องลงแรงเหนื่อยในการคุมร้าน บังเอิญเจอโฆษณา ปตท. ที่กำลังเข้าตลาด และโฆษณาเรื่องเงินปันผลระดับ 7% จึงเริ่มเปิดพอร์ตเพื่อซื้อ ปตท. แต่โบรคบอกว่าหุ้นเกษตรปันผลมากกว่าระดับ 10%
จึงเริ่มซื้อหุ้นเกษตรด้วยการเปิดพอร์ตระดับเงินล้านกว่าบาท โดยมีการกู้มาส่วนหนึ่ง เปิดมา 4 เดือน ขาดทุน 4 แสนกว่าบาท จึงเริ่มเข้าไปใน web Pantip และพบ link ไปที่ web Thaivi ประกอบการอ่านหนังสือตีแตก จึงเริ่มใช้หลักการในหนังสือมาหาหุ้นตาม concept ตอนนั้นปี 2546 ระหว่างนั้นก็เริ่มฝึกเรื่อยๆและมีกำไรมาเรื่อยๆ มีความมุมานะมากขึ้น สามารถวิเคราะห์หุ้นจากครึ่งหน้าเป็นเจ็ดถึงแปดหน้า จนแม้กระทั่งติดเข้าไปในความฝัน ใช้เวลาในการวิเคราะห์นานมากในหุ้นแต่ละตัวตามทฤษฎีของวอร์เรน, ปีเตอร์ ลินซ์ จนกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนลาออกจากงานก็คืนเงินกู้รวมทั้งเงินที่ยืมคุณยายและพี่สาวมาลงทุน
ลาออกจากงานเพราะรู้สึกอิ่มกับการทำงานมา 13 ปี ปัจจุบันชีวิตประจำวันคือการส่งลูกไปเรียน, ชอปปิ้งบ้างออกกำลังกายบ้าง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นวิศวะ
คุณมนตรี: ตอนนี้ทำงานพิเศษคือที่ปรึกษาให้ธนาคารเกียรตินาคิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและเป็นนักลงทุน เรียนจบวิศวกรในช่วงที่เศรษฐกิจดีมาก ทำงานมาหนึ่งปีก็ได้ย้ายไปทำงานกับบริษัทที่อยู่ในตลาด (index ประมาณ 1400 - 1500) ได้หุ้นจากการเป็นพนักงานเริ่มซื้อขายหุ้นตามโบรกที่แนะนำ เงินลงทุนประมาณสองแสนกว่า จน index ลงมา จึงขายไปประมาณครึ่งพอร์ตแล้วทิ้งไปพักใหญ่ กลับมาตอนหลังปี 40 index ประมาณสองร้อยกว่าๆ ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนสายงานเป็น sales ซึ่งเป็นบริษัทในตลาด ด้วยอาชีพทำให้รู้จักบริษัทในตลาดค่อนข้างมาก ตอนนั้นเริ่มลงทุนแนว VI จากการที่มีน้องที่ทำงานให้หนังสือ warren buffet eassay ซึงตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าวอร์เรนคือใคร จากนั้นตามมาด้วยหนังสือตีแตก จึงประทับใจในตรรกะของการลงทุนแนว VI เริ่มลงทุนด้วยเงินประมาณสามแสน index ประมาณสามร้อยกว่าจุด จนกระทั่งขึ้นมาถึงระดับ 600 - 800 จุด จึงเริ่มตั้งตัวได้และออกจากงาน และเริ่มก่อตั้งเว็บ Thaivi เพราะอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนแนว VI กับเพื่อนๆประมาณ 4-5 คน
ตอนนี้ลงทุนในไทย 20% และต่างประเทศ 20% และลงทุนในทองคำและถือเงินสด ตอนนี้เริ่มเหงาจึงหางานพิเศษทำ
คุณฉัตรชัย: จบตรีวิศวะ โท MBA ก่อนออกมาลงทุนทำงานล่าสุดด้านสินเชื่อธนาคาร ทำงานมา 11 ปี เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 33 สนใจเรื่องธุรกิจและได้อ่าน นสพ กรุงเทพธุรกิจที่เป็นการแปลบทความของปีเตอร์ ลินซ์ โดยเริ่มซื้อหุ้นทันทีหลังจากจบ โดยซื้อตอนดัชนีระดับ 1400 โดยซื้อหุ้นตัวแรกที่ราคา 118 และ cut loss ที่ราคา 18 บาท โดยซื้อเพราะบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่โต และหลังจากนั้นพบว่าความรู้ยังน้อยในเชิงธุรกิจ จึงศึกษา MBA ต่อ ทำให้รู้ในเรื่องธุรกิจมากขึ้นประกอบกับงานที่ทำคืองานสินเชื่อ โดยตอนนั้นได้ขายล้างพอร์ตไปก่อนที่จะเกิดวิกฤตเพราะเริ่มเห็นสัญญาณจากการทำงานที่ธนาคาร โดยกลับมาลงทุนอีกครั้งช่วงดัชนีประมาณสองร้อยกว่าๆ เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปรับลงมามากแล้ว ซึ่งตอนนั้น ก็เริ่มลงทุนแนว VI แล้วในพอร์ตหลักแสน โดยลาออกจากงานประจำมาตั้งแต่ปี 44
ดร. นิเวศน์: จบวิศวะจุฬา MBA นิด้าและทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับหลักทรัพย์ เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุสิบขวบ เพราะทางบ้านจน เริ่มต้นจากการซื้อหมากฝรั่งมาขาย, เพราะเห็ดฟาง, เก็บเศษสายไฟขาย จบออกมาทำงานวิศวะจนเป็นหัวหน้าวิศวกรที่ต่างจังหวัด เรียน MBA และไปต่อเอกการเงินที่ต่างประเทศและกลับมาทำงานด้านการเงิน เป็นนักวางแผนการเงินและจากนั้นย้ายไปทำงานบริษัทหลักทรัพย์ ทำงานฝ่ายวาณิชย์ธนกิจ ลงทุนหุ้นแบบซื้อมาขายไปแบบสเปะสปะ เริ่มรู้จัก VI จากการจัดตั้งแผนกที่นำเงินมาลงทุน ซึ่งต้องมีแผนกวิเคราะห์ จึงเริ่มมีการ form idea ในการลงทุน แต่ช่วงนั้นก็ยังไม่เป็นแนว VI เพราะหุ้นตอนนั้นค่อนข้างแพงเพราะดัชนีสูงแล้ว พอถึงจุดหนึ่ง จึงคิดว่าการวิเคราะห์หุ้นคือแนวทางที่ดี ต่อมาดัชนีลงมาจากระดับพันกว่าเหลือเจ็ดถึงแปดร้อยจุด จนกระทั่งบริษัทหลักทรัพย์ถูกปิด เริ่มใช้แนว VI ปี 38-39 จนปี 40 เกิดวิกฤติราคาหุ้นก็ยังไม่กระทบมาก โดยมีเงินเก็บประมาณ 10 ล้าน ซึ่งตอนนั้นตกงาน ไม่มีทางเลือก จึงเริ่มลงทุน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการซื้อขายน้อยมากแต่ก็ได้งานที่ปรึกษาและเก็บเงินจากเงินเดือนมาตลอดจนกระทั่งออกจากงาน ชีวิตประจำวันคือ ส่งลูก, ออกไปตีกอล์ฟ ตอนเย็นก็ออกไปจ็อกกิ้ง เขียนบทความ, สอนหนังสือ
วิธีลงทุนโดนสรุป
คุณมนตรี: วิธีเดิมๆ คือดูกิจการเป็นหลัก ดูกิจการที่มีการเติบโตมีกำไร มีผู้บริหารที่ดี รอซื้อที่ราคาที่เหมาะสม ตอนนี้ซื้อหุ้นไทย 30% กองทุนต่างประเทศ (โดยเลือก บล. ที่ลงทุนตาม concept เดียวกับเรา) ประมาณ 50% และอีก 20% เป็นกองทุนทองคำและเงินสด ซึ่งจะมีการปรับระดับ % ของหุ้นตามสถานการณ์
คุณบำรุง: ตอนนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 130% ลงทุนในหุ้นตัว 2-3 ตัว ตัวรอง 7-8 ตัว มีหลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นโดยการมองอนาคตว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่กำลังจะมาในอนาคต จากนั้นจึงค่อยดูบริษัทในกลุ่มนั้นๆและดูกิจการว่ามีกระแสเงินสดเข้ามาเท่าไหร่ แฟร์แวลูอยู่ที่ไหน โดยไม่มีระยะเวลาที่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับว่าราคาหุ้นได้มาถึงแฟร์แวลูหรือยัง การใช้มาร์จินนั้นมีต้นทุนประมาณ 6-7% ต่อปี ถ้าเรามั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่านั้น จึงใช้
คุณฉัตรชัย: เลือกหุ้นที่เราอยากเป็นเจ้าของกิจการ มีกระแสเงินสดสุทธิที่ดี ผู้บริหารเชื่อถือได้ เคยถือหุ้นตัวเดียวมา 5-6 ปี ที่กล้าเพราะว่าเรามั่นใจ และไม่จำเป็นที่จะขายทิ้ง เพราะราคายังไม่ over value และหากจะเปลี่ยนก็ต้องเพราะเราวิเคราะห์ผิดหรือราคาเกินหรือมีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจมากกว่า สาเหตุที่สนใจการวิเคราะห์งบเพราะงบเป็นตัวสะท้อนความเป็นไปของกิจการและพฤติกรรมผู้บริหาร
ดร. นิเวศน์: เลือกหุ้น wonderful business with reasonable price คือธุรกิจที่มีการเติบโตมีกระแสเงินสดมากมีการเติบโตระยะยาว 3-5 ปีอย่างแน่นอน ไม่ได้เลือกหุ้นแบบ top down หรือ bottom up แต่เป็นการมองแบบรู้ได้ทันทีว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่โดดเด่น มีผู้บริหารที่วางใจได้มีการจ่ายปันผลที่สมเหตุสมผล แล้วรอให้ราคาถึงที่ที่เราคาดหวัง ถ้าไม่ถึงไม่ซื้อ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเลือกตัวที่ดีที่สุด หากราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำกว่าราคาที่คาดหวัง
วันอังคาร, พฤษภาคม 25, 2553
วิวัฒนาการทางการลงทุนของ VI มือใหม่
วันนี้ลองเอาหนังสือวาทะของวอร์เรนมานั่งอ่าน ระหว่างนั่งรถเมล์เดินทางไปทำงาน
ระหว่างอ่านไปก็สงสัยว่า ไอ้ประโยคเดิมๆนี้ เราก็เคยได้อ่าน ได้เห็นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งทำไมเรารู้สึกไม่เหมือนเดิม เหมือนกับมีภาพอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้กลับมาทบทวนและคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราเปลี่ยนไปจากวันที่เริ่มต้นลงทุน
ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆท่านมีต้นกำเนิดหลักๆอยู่สองสายพันธุ์ หากจะเปรียบตามหลักของหนังจีนกำลังภายในคือ
สายที่ 1: แนวลมปราณและ
สายที่ 2: แนวกระบี่
แนว VI สายลมปราณมักจะเป็นเด็กสายวิทย์ที่สนใจการลงทุน โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและศึกษา ratio ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ROE, ROA, Net Margin, P/E, P/B หรืออะไรต่างๆก็แล้วแต่
ขณะที่แนว VI สายกระบี่ มักสนใจและติดตามเซียน, หุ้นเด็ดตามเว็บหรือข่าวสารต่างๆที่จะส่งผลที่ดีต่อกำไรของกิจการ (แตกต่างจากการเก็งกำไรตรงที่ ไม่ได้สนใจกราฟหรือดัชนีมากนัก แต่สนใจเหตุการณ์หรือข่าวสารเรื่องราวดีๆของหุ้นมากกว่า)
โดยทั้งสองสายมีลักษณะคล้ายๆกันคือ ต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว... หมายความถึงภายในไม่เกิน 1 ปี
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่คือธรรมชาติที่นักลงทุนหน้าใหม่มักจะต้องจ่ายค่าครู โดยหารู้ไม่ว่าการเริ่มต้นลงทุนทั้งสองแบบดังกล่าวนั้นมีจุดอ่อนที่ VI ขั้นเทพทั้งหลายมีอยู่แต่พวกเขาไม่มีคือ
1) ความรู้และความเข้าใจในธุรกิจหรือหุ้นตัวนั้นๆ
2) สติ, ความอดทน, การประเมินมูลค่าว่ามูลค่าว่าราคาไหนควรซื้อ, ถือ หรือขายทำกำไร
ในส่วนของความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้น เราสามารถทดสอบตัวเองได้ง่ายๆกับคำถามเหล่านี้ว่า เราสามารถตอบได้หรือไม่
1) กิจการนั้นมีรายได้หลักจากอะไร
2) กิจการนั้นมีต้นทุนหลักจากอะไร
3) กิจการนั้นมีคู่แข่งและลูกค้าคือใคร
4) กิจการนั้นมีการเติบโตของยอดขายในอดีตเป็นอย่างไร เพราะอะไร
5) อะไรคือความเสี่ยงที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรของกิจการในอนาคต
6) อะไรคือโอกาสที่สำคัญของกิจการที่จะมีรายได้และกำไรที่เติบโต
7) ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์หรือไม่ หรือมีประวัติที่ไม่ดีอย่างไร
8) แนวโน้มของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของกิจการเป็นอย่างไร เพราะอะไร
9) กิจการต้องการการลงทุนในระดับเท่าไหร่เพื่อที่จะรักษาสถานะของบริษัทในตลาด
โดยรวมๆก็คือความเข้าใจว่ากิจการนั้นหากินอย่างไร
ในส่วนที่สองคือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ โดยหลักๆคือความโลภและความกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาช่วย ประกอบกับความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งของกิจการและเทคนิคการหามูลค่า รวมไปถึงการเผื่อส่วนต่างตวามปลอดภัยและความเข้าใจในอารมณ์ของ Mr. Market
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความคิดเห็นของผมจากประสบการณ์ตรงและจากการอ่านบทความหรือหนังสือหลายๆเล่ม ในการที่จะพยายามอธิบายว่า นักลงทุน VI มือใหม่ทำไมถึงต้องจ่ายค่าครูในช่วงแรกๆ
หลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ VI คือการสร้างขอบเขตความรู้ของตัวเอง นั่นคือการพยายามละสายตาจากราคาหุ้นหรือข้อมูลตามกระทู้ แต่เน้นไปที่การศึกษาว่าธุรกิจประเภทใดที่เราสนใจและคิดว่าสามารถทำความเข้าใจได้ จากนั้นจึงนำไปสู่การอ่านและศึกษาข้อมูลของหุ้นอย่างน้อย 4-5 ตัวเพื่อให้เห็นภาพและความเป็นไป ว่าหุ้นแต่ละตัวมีวิธีการหากินอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มที่จะประมาณมูลค่าหุ้นโดยหาความรู้เพิ่มเติม
ลำดับต่อไป นักลงทุนจึงควรสร้างโฟลเดอร์ในการเก็บหุ้นที่เราวิเคราะห์รวมถึง template หรือ model ที่เราใช้ประมาณการมูลค่าหุ้น และทำการ update ข้อมูลงบการเงินต่างๆรวมไปถึงข่าวสารต่างๆ แล้วจึงค่อยพิจารณาราคาตลาด เปรียบเทียบกับราคาในใจของเรา (ที่คิดส่วนเผื่อไว้แล้ว)
ระหว่างอ่านไปก็สงสัยว่า ไอ้ประโยคเดิมๆนี้ เราก็เคยได้อ่าน ได้เห็นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งทำไมเรารู้สึกไม่เหมือนเดิม เหมือนกับมีภาพอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้กลับมาทบทวนและคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราเปลี่ยนไปจากวันที่เริ่มต้นลงทุน
ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆท่านมีต้นกำเนิดหลักๆอยู่สองสายพันธุ์ หากจะเปรียบตามหลักของหนังจีนกำลังภายในคือ
สายที่ 1: แนวลมปราณและ
สายที่ 2: แนวกระบี่
แนว VI สายลมปราณมักจะเป็นเด็กสายวิทย์ที่สนใจการลงทุน โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและศึกษา ratio ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ROE, ROA, Net Margin, P/E, P/B หรืออะไรต่างๆก็แล้วแต่
ขณะที่แนว VI สายกระบี่ มักสนใจและติดตามเซียน, หุ้นเด็ดตามเว็บหรือข่าวสารต่างๆที่จะส่งผลที่ดีต่อกำไรของกิจการ (แตกต่างจากการเก็งกำไรตรงที่ ไม่ได้สนใจกราฟหรือดัชนีมากนัก แต่สนใจเหตุการณ์หรือข่าวสารเรื่องราวดีๆของหุ้นมากกว่า)
โดยทั้งสองสายมีลักษณะคล้ายๆกันคือ ต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว... หมายความถึงภายในไม่เกิน 1 ปี
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่คือธรรมชาติที่นักลงทุนหน้าใหม่มักจะต้องจ่ายค่าครู โดยหารู้ไม่ว่าการเริ่มต้นลงทุนทั้งสองแบบดังกล่าวนั้นมีจุดอ่อนที่ VI ขั้นเทพทั้งหลายมีอยู่แต่พวกเขาไม่มีคือ
1) ความรู้และความเข้าใจในธุรกิจหรือหุ้นตัวนั้นๆ
2) สติ, ความอดทน, การประเมินมูลค่าว่ามูลค่าว่าราคาไหนควรซื้อ, ถือ หรือขายทำกำไร
ในส่วนของความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้น เราสามารถทดสอบตัวเองได้ง่ายๆกับคำถามเหล่านี้ว่า เราสามารถตอบได้หรือไม่
1) กิจการนั้นมีรายได้หลักจากอะไร
2) กิจการนั้นมีต้นทุนหลักจากอะไร
3) กิจการนั้นมีคู่แข่งและลูกค้าคือใคร
4) กิจการนั้นมีการเติบโตของยอดขายในอดีตเป็นอย่างไร เพราะอะไร
5) อะไรคือความเสี่ยงที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรของกิจการในอนาคต
6) อะไรคือโอกาสที่สำคัญของกิจการที่จะมีรายได้และกำไรที่เติบโต
7) ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์หรือไม่ หรือมีประวัติที่ไม่ดีอย่างไร
8) แนวโน้มของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของกิจการเป็นอย่างไร เพราะอะไร
9) กิจการต้องการการลงทุนในระดับเท่าไหร่เพื่อที่จะรักษาสถานะของบริษัทในตลาด
โดยรวมๆก็คือความเข้าใจว่ากิจการนั้นหากินอย่างไร
ในส่วนที่สองคือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ โดยหลักๆคือความโลภและความกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาช่วย ประกอบกับความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งของกิจการและเทคนิคการหามูลค่า รวมไปถึงการเผื่อส่วนต่างตวามปลอดภัยและความเข้าใจในอารมณ์ของ Mr. Market
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความคิดเห็นของผมจากประสบการณ์ตรงและจากการอ่านบทความหรือหนังสือหลายๆเล่ม ในการที่จะพยายามอธิบายว่า นักลงทุน VI มือใหม่ทำไมถึงต้องจ่ายค่าครูในช่วงแรกๆ
หลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ VI คือการสร้างขอบเขตความรู้ของตัวเอง นั่นคือการพยายามละสายตาจากราคาหุ้นหรือข้อมูลตามกระทู้ แต่เน้นไปที่การศึกษาว่าธุรกิจประเภทใดที่เราสนใจและคิดว่าสามารถทำความเข้าใจได้ จากนั้นจึงนำไปสู่การอ่านและศึกษาข้อมูลของหุ้นอย่างน้อย 4-5 ตัวเพื่อให้เห็นภาพและความเป็นไป ว่าหุ้นแต่ละตัวมีวิธีการหากินอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มที่จะประมาณมูลค่าหุ้นโดยหาความรู้เพิ่มเติม
ลำดับต่อไป นักลงทุนจึงควรสร้างโฟลเดอร์ในการเก็บหุ้นที่เราวิเคราะห์รวมถึง template หรือ model ที่เราใช้ประมาณการมูลค่าหุ้น และทำการ update ข้อมูลงบการเงินต่างๆรวมไปถึงข่าวสารต่างๆ แล้วจึงค่อยพิจารณาราคาตลาด เปรียบเทียบกับราคาในใจของเรา (ที่คิดส่วนเผื่อไว้แล้ว)
วันอาทิตย์, พฤษภาคม 23, 2553
ลงทุนแบบวอร์เรนบัฟเฟตต์ - Money talk
http://www.blip.tv/file/3641809
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ
ขออนุญาตสรุปเนื้อหาแบบ hard core ที่เกี่ยวข้องกับหลักการงทุนหุ้นคุณค่านะครับ ฉบับเต็มสามารถฟังได้ตามลิงค์ด้านบนเลยครับ
วอร์เรน บัฟเฟตต์คือใครโดย ดร. นิเวศน์
อายุโดยประมาณราวๆ 80 ปี ในความคิดอาจารย์ คิดว่า วอร์เรน คือคนที่พระเจ้าสร้างมาเป็นตำนานแห่งการลงทุน เนื่องจากปัจจัยที่เกื้อหนุนหลายๆอย่างคือ
1) ชอบลงทุน ตั้งแต่เด็กชอบซื้อของมากขายต่อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมหรือโพยม้า ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่ได้จนอะไร เพราะพ่อเป็นถึง สส. ของอเมริกา
2) มีความรู้ที่ถูกต้องในการลงทุน โดยที่มีอาจารย์คือ เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่ง value investment โดยวอ์เรนเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนมาก ถึงขนาดเกรแฮมถือว่าเป็นนักศึกษาที่ได้เกรด A+ คือได้เกรด A แบบเต็มร้อย
3) มีเวลาในการลงทุนมาก ตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ลงทุนจริงๆจังๆตอนเรียนจบ ถ้านับประสบการณ์ ก็ได้ประมาณห้าสิบกว่าปี สำหรับนักลงทุนแล้ว เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน เพราะพลังแห่งผลตอบแทนทบต้น
4) เข้าตลาดในจังหวะที่อเมริกากำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และมีการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยวอร์เรนเริ่มลงทุนในบริษัทที่ขณะนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามเศรษฐกิจ
แต่ปัจจัยเดียวที่วอร์เรนยังไม่มีคือจำนวนเงินลงทุนที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก
คัมภีร์เล่มแรกที่สอนวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดย คุณพรชัย
หนังสือ The Intelligence Investor ของเบนจามิน เกรแฮม เปรียบเสมือนตำราเล่มแรกที่ทำให้วอร์เรน รู้สึกเหมือนกับว่าได้เปิดหูเปิดตาสู่การลงทุนที่เฝ้ารอ หลังจากศึกษาตำราอื่นๆมานาน โดยเด็กหนุ่มวอร์เรนในขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี
หลักการลงทุนแบบวอร์เรน โดย ดร.กุษยา
สรุปแบบสั้นๆคือ
1) ให้รู้จักในสิ่งที่คุณลงทุนให้ดีที่สุด อะไรที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปยุ่งกับมัน
2) อ่านให้มากๆ ก่อนที่จะลงทุน ไม่มีวิธีที่เป็นทางลัด อ่านแล้วคิดให้เป็นตัวของตัวเอง
3) ถ้าคุณไม่คิดที่จะถือหุ้นนั้นไปสิบปี แม้ สิบนาทีก็อย่าซื้อ ก็คือให้ซื้อแบบลงทุระยะยาว
4) ลงทุนซื้อหุ้น คือการลงทุนในกิจการ เสมือนการเป็นหุ้นส่วน ต้องดูผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์
การปรับใช้หลักคิดของวอร์เรนในการลงทุนในชีวิตจริงของคุณพรชัย
หลักการลงทุนของวอร์เรนต์แบ่งออกเป็นสองส่วน
1) ทัศนคติต่อการลงทุน: เวลาซื้อหุ้น ให้รู้ว่าเรากำลังซื้อธุรกิจ อย่าหวั่นไหวไปกับราคาหุ้น
2) การวิเคราะห์บริษัท: ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ เข้าใจในที่นี้คือ การเข้าใจว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะยังเป็นที่หนึ่งในตลาดอีกหรือไม่ และเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะวอร์เรนมองช่วงการลงทุนในระดับ 10-20 ปี
เช่น ปี 1988 การลงทุนในบริษัทโค้ก ในณะนั้น ซึ่งเทียบได้กับ 30% ของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์เลยทีเดียว
ปล. บริษัทเบิร์กไชร์ เกิดจากการที่วอร์เรนซื้อหุ้นโดยกรองหุ้นที่มีลักษณะเป็น Net Net คือมีสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียนที่ 19 USD ต่อหุ้นแต่ราคาขณะนั้นคือ 7 USD เขาจึงทำการสะสมหุ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในที่สุด
ตัวอย่างการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของวอร์เรนที่ประสบความสำเร็จ
ดร.กุษยา: การลงทุนในบริษัทไจโก้ (GEIGO) บริษัทประกันที่วอร์เรนลงทุนทำให้มีเงินทุนที่เป็นแหล่งสนับสนุนเนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจ
คุณพรชัย: การลงทุนในโค้ก ที่ขณะนั้นมี PE 15 เท่า โดย 10 ปีหลังจากนั้น ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 28%
ดร. นิเวศน์: การลงทุนในบริษัทอเมริกันเอกซ์เพรส ซึ่งวอร์เรนเคยถือถึง 50% ของพอร์ต เกิดเหตุการณ์สำคัญในขณะนั้นคือเกิดเรื่องฉาวโฉ่ในบริษัท ซึ่งขณะนั้นให้บริการบัตรเครดิตที่เป็นที่รู้จักอย่างทั่วโลก แต่เรื่องฉาวโฉ่นั้นเกิดจากคนใน เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันสลัด ซึ่งทำให้เกิดค่าเสียหายมาก ทำให้หุ้นตกอย่างรุนแรง แต่วอร์เรนยังมองว่าตัวธุรกิจหลักยังคงไปได้ดี ทำให้วอร์เรนต์ทุ่มซื้ออย่างมาก
ทำให้เกิดข้อคิด classic ของวอร์เรนในเรื่องของการซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่เกิดวิกฤติเพียงชั่วคราวที่ไม่กระทบกับธุรกิจหลัก
ตัวอย่างการลงทุนที่ล้มเหลว
ดร.กุษยา:การลงทุนในบริษัทเบิร์กไชร์ ซึ่งซื้อแล้ว แต่บริษัทกลับต้องปิดและเปลี่ยนเป็น holding company อย่างในปัจจุบัน
คุณพรชัย: ซื้อแล้วขาดทุน --> ช่วงแรกดูจาก ratio แต่ไม่ได้ดูผู้บริหาร เช่น ห้างสรรพสินค้า (น่าจะเซียร์)
ควรซื้อแต่ไม่ซื้อ --> รู้ว่าธุรกิจน่าจะดีแต่ซื้อเพียงเล็กน้อย ไม่ซื้อต่อ เช่น หุ้น Wall mart
ดร.นิเวศน์: การลงทุนในหุ้นการบิน ซึ่งโดยธรรมชาติมีการแข่งขันที่สูง
หลักการของวอร์เรนกับการลงทุนในเมืองไทย
คุณพรชัย: คิดว่าใช้ได้ในเมืองไทย แต่สิ่งที่ลำบากคือการหาบริษัทที่เรามั่นใจว่าจะมีการเติบโตในระยะ 10-20 ปี อาจจะหาได้ยาก
ดร.นิเวศน์: มองว่าหลักการลงทุนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งวอร์เรนเปลี่ยนแนวจากการลงทุนแบบสเปะสปะ ซื้อถูกขายแพงแต่หลังๆ เปลี่ยนเป็นการลงทุนในการซื้อหุ้นที่ดีมากๆแล้วเก็บไว้ อาจด้วยประสบการณ์, อายุและขนาดพอร์ต
ดร.กุษยา: หลักใหญ่ๆที่เอามาใช้น่าจะทำได้หมด แต่เอามาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การทำความเข้าใจกับบริษัทที่จะลงทุนให้มากๆ แต่มีข้อระวังในส่วนของความถูกต้องของข้อมูล การพิจารณาแยกแยะระหว่างความเห็นกับความจริง และอาจจะต้องระวังในแง่ของจิตวิทยาในการลงทุน
ดร.นิเวศน์: ให้เอาหลักการมาใช้ โดยหามุมมองที่สำคัญ ที่ทำให้หุ้นแตกต่างและโดดเด่นชัดเจน ตัวอย่างเช่น หุ้นรถไฟ ซึ่งดูเป็นหุ้นที่หมดยุค แต่วันดีคืนดี (เร็วๆนี้) วอร์เรนกลับลงทุนในระดับที่สูงมาก โดยมีมุมมองใหม่คือ ราคาน้ำมัน ที่ไม่น่าจะถูกอีกต่อไป ทำให้ค่าขนส่งสูงมาก ซึ่งคนที่จะได้เปรียบก็คือ เรือกับรถไฟ แต่เรือค่อนข้างมีคู่แข่งและข้อจำกัดอยู่มาก ซึ่งในอนาคต คนน่าจะหันมาใช้รถไฟในการขนส่งแทน (ประกอบกับบริษัทมีที่ดินอยู่มาก)ดังนั้น การซื้อหุ้นทุกตัว จึงควรซื้อโดยซื้อหุ้นที่มีมุมมองที่เฉียบคม มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ราคาถูกแล้วเข้าซื้อ ... ถ้ายังไม่มีมุมมองที่เฉียบคม ก็อย่าเพิ่งไปซื้อ...
ดร.กุษยา: เสริมเรื่องของมุมมองที่เฉียบคมว่า เกิดจากความเข้าใจในธุรกิจที่ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเป็นวอร์ชิงตันโพสต์, โค้ก โดยวอร์เรนจะซื้อหุ้นในขณะที่ยังไม่เป็นที่สนใจ
คุณพรชัย: เสริมเรื่องความเฉียบคมว่า แค่ความเข้าใจอาจจะไม่พอ โดยตอนที่วอร์เรนซื้อ โค้กเริ่มมีการ focus ที่ตัวธุรกิจมากขึ้น จากเดิมที่มีการลงทุนกระจายไปยังธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกลับเป็นการเน้นไปที่การเพิ่มยอดขายกระจายไปยังต่างประเทศ โดยวอร์เรนไม่ได้ดูเพียงแค่ PE ที่ดูเหมือนสูง แต่หากเมื่อดูอัตราการดื่มโค้กที่ยังมีโอกาสอีกมากในเอเชีย เช่น ในเมืองจีนบริโภคโค้กแค่ 0.3 ขวดต่อปีเท่านั้น ซ฿งเป็นมุมมองที่ตลาดยังไม่รับรู้
ความสนใจของหุ้นในโลกยุคใหม่
ดร.นิเวศน์: วอร์เรนไม่ซื้อหุ้นในโลกยุคใหม่ เช่น ในยุคดอทคอม เนื่องจากเพราะเค้าไม่แน่ใจว่าอนาคตในอีก 10-20 ปีเป็นอย่างไร
หากคนอายุมากๆแล้ว การมองยาวขนาดนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
คุณพรชัย: อาจจะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเป็น 10-20 ปี เพียงแต่ในขณะที่ซื้อนั้น เรามองอนาคตระยะยาวหรือไม่
การลงทุนใน TFEX วอร์เรน สนใจหรือไม่
คุณพรชัย: ไม่เคยพบ แต่หากจะมี วอร์เรนก็จะลงทุนในปริมาณไม่มาก หรือกรณีชอบใจผู้บริหาร ก็อาจจะซื้อติดไว้ แต่ไม่มาก
วอร์เรนเล่นมาร์จินหรือไม่
ดร.กุษยา: วอร์เรนจะซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น ไม่มีการกู้เงินมาซื้อหุ้น
วอร์เรนมีความสุขหรือไม่
คุณพรชัย: คิดว่ามีความสุข เพราะจะทำอะไรก็ได้ทำ แต่วอร์เรนไม่ค่อยอยากจะทำอะไรมาก
ดร.นิเวศน์: มีความสุข เพราะวอร์เรนสามารถอยู่บ้านเล่นบริดจ์อยู่กับบ้านได้
ดร.กุษยา: วอร์เรนไม่ได้กังวลเรื่องว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะตก
คนอเมริกามองวอร์เรนอย่างไร
คุณพรชัย: ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งเคยขอวีซ่าไปอเมริกา ปีแรกไม่ผ่าน แต่ปีสองพอโชว์ใบหุ้นของเบิรก์ไชร์ เจ้าหน้าที่กงสุลก็ออกวีซ่าให้ทันที
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ
ขออนุญาตสรุปเนื้อหาแบบ hard core ที่เกี่ยวข้องกับหลักการงทุนหุ้นคุณค่านะครับ ฉบับเต็มสามารถฟังได้ตามลิงค์ด้านบนเลยครับ
วอร์เรน บัฟเฟตต์คือใครโดย ดร. นิเวศน์
อายุโดยประมาณราวๆ 80 ปี ในความคิดอาจารย์ คิดว่า วอร์เรน คือคนที่พระเจ้าสร้างมาเป็นตำนานแห่งการลงทุน เนื่องจากปัจจัยที่เกื้อหนุนหลายๆอย่างคือ
1) ชอบลงทุน ตั้งแต่เด็กชอบซื้อของมากขายต่อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมหรือโพยม้า ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่ได้จนอะไร เพราะพ่อเป็นถึง สส. ของอเมริกา
2) มีความรู้ที่ถูกต้องในการลงทุน โดยที่มีอาจารย์คือ เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่ง value investment โดยวอ์เรนเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนมาก ถึงขนาดเกรแฮมถือว่าเป็นนักศึกษาที่ได้เกรด A+ คือได้เกรด A แบบเต็มร้อย
3) มีเวลาในการลงทุนมาก ตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ลงทุนจริงๆจังๆตอนเรียนจบ ถ้านับประสบการณ์ ก็ได้ประมาณห้าสิบกว่าปี สำหรับนักลงทุนแล้ว เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน เพราะพลังแห่งผลตอบแทนทบต้น
4) เข้าตลาดในจังหวะที่อเมริกากำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และมีการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยวอร์เรนเริ่มลงทุนในบริษัทที่ขณะนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามเศรษฐกิจ
แต่ปัจจัยเดียวที่วอร์เรนยังไม่มีคือจำนวนเงินลงทุนที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก
คัมภีร์เล่มแรกที่สอนวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดย คุณพรชัย
หนังสือ The Intelligence Investor ของเบนจามิน เกรแฮม เปรียบเสมือนตำราเล่มแรกที่ทำให้วอร์เรน รู้สึกเหมือนกับว่าได้เปิดหูเปิดตาสู่การลงทุนที่เฝ้ารอ หลังจากศึกษาตำราอื่นๆมานาน โดยเด็กหนุ่มวอร์เรนในขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี
หลักการลงทุนแบบวอร์เรน โดย ดร.กุษยา
สรุปแบบสั้นๆคือ
1) ให้รู้จักในสิ่งที่คุณลงทุนให้ดีที่สุด อะไรที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปยุ่งกับมัน
2) อ่านให้มากๆ ก่อนที่จะลงทุน ไม่มีวิธีที่เป็นทางลัด อ่านแล้วคิดให้เป็นตัวของตัวเอง
3) ถ้าคุณไม่คิดที่จะถือหุ้นนั้นไปสิบปี แม้ สิบนาทีก็อย่าซื้อ ก็คือให้ซื้อแบบลงทุระยะยาว
4) ลงทุนซื้อหุ้น คือการลงทุนในกิจการ เสมือนการเป็นหุ้นส่วน ต้องดูผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์
การปรับใช้หลักคิดของวอร์เรนในการลงทุนในชีวิตจริงของคุณพรชัย
หลักการลงทุนของวอร์เรนต์แบ่งออกเป็นสองส่วน
1) ทัศนคติต่อการลงทุน: เวลาซื้อหุ้น ให้รู้ว่าเรากำลังซื้อธุรกิจ อย่าหวั่นไหวไปกับราคาหุ้น
2) การวิเคราะห์บริษัท: ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ เข้าใจในที่นี้คือ การเข้าใจว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะยังเป็นที่หนึ่งในตลาดอีกหรือไม่ และเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะวอร์เรนมองช่วงการลงทุนในระดับ 10-20 ปี
เช่น ปี 1988 การลงทุนในบริษัทโค้ก ในณะนั้น ซึ่งเทียบได้กับ 30% ของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์เลยทีเดียว
ปล. บริษัทเบิร์กไชร์ เกิดจากการที่วอร์เรนซื้อหุ้นโดยกรองหุ้นที่มีลักษณะเป็น Net Net คือมีสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียนที่ 19 USD ต่อหุ้นแต่ราคาขณะนั้นคือ 7 USD เขาจึงทำการสะสมหุ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในที่สุด
ตัวอย่างการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของวอร์เรนที่ประสบความสำเร็จ
ดร.กุษยา: การลงทุนในบริษัทไจโก้ (GEIGO) บริษัทประกันที่วอร์เรนลงทุนทำให้มีเงินทุนที่เป็นแหล่งสนับสนุนเนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจ
คุณพรชัย: การลงทุนในโค้ก ที่ขณะนั้นมี PE 15 เท่า โดย 10 ปีหลังจากนั้น ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 28%
ดร. นิเวศน์: การลงทุนในบริษัทอเมริกันเอกซ์เพรส ซึ่งวอร์เรนเคยถือถึง 50% ของพอร์ต เกิดเหตุการณ์สำคัญในขณะนั้นคือเกิดเรื่องฉาวโฉ่ในบริษัท ซึ่งขณะนั้นให้บริการบัตรเครดิตที่เป็นที่รู้จักอย่างทั่วโลก แต่เรื่องฉาวโฉ่นั้นเกิดจากคนใน เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันสลัด ซึ่งทำให้เกิดค่าเสียหายมาก ทำให้หุ้นตกอย่างรุนแรง แต่วอร์เรนยังมองว่าตัวธุรกิจหลักยังคงไปได้ดี ทำให้วอร์เรนต์ทุ่มซื้ออย่างมาก
ทำให้เกิดข้อคิด classic ของวอร์เรนในเรื่องของการซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่เกิดวิกฤติเพียงชั่วคราวที่ไม่กระทบกับธุรกิจหลัก
ตัวอย่างการลงทุนที่ล้มเหลว
ดร.กุษยา:การลงทุนในบริษัทเบิร์กไชร์ ซึ่งซื้อแล้ว แต่บริษัทกลับต้องปิดและเปลี่ยนเป็น holding company อย่างในปัจจุบัน
คุณพรชัย: ซื้อแล้วขาดทุน --> ช่วงแรกดูจาก ratio แต่ไม่ได้ดูผู้บริหาร เช่น ห้างสรรพสินค้า (น่าจะเซียร์)
ควรซื้อแต่ไม่ซื้อ --> รู้ว่าธุรกิจน่าจะดีแต่ซื้อเพียงเล็กน้อย ไม่ซื้อต่อ เช่น หุ้น Wall mart
ดร.นิเวศน์: การลงทุนในหุ้นการบิน ซึ่งโดยธรรมชาติมีการแข่งขันที่สูง
หลักการของวอร์เรนกับการลงทุนในเมืองไทย
คุณพรชัย: คิดว่าใช้ได้ในเมืองไทย แต่สิ่งที่ลำบากคือการหาบริษัทที่เรามั่นใจว่าจะมีการเติบโตในระยะ 10-20 ปี อาจจะหาได้ยาก
ดร.นิเวศน์: มองว่าหลักการลงทุนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งวอร์เรนเปลี่ยนแนวจากการลงทุนแบบสเปะสปะ ซื้อถูกขายแพงแต่หลังๆ เปลี่ยนเป็นการลงทุนในการซื้อหุ้นที่ดีมากๆแล้วเก็บไว้ อาจด้วยประสบการณ์, อายุและขนาดพอร์ต
ดร.กุษยา: หลักใหญ่ๆที่เอามาใช้น่าจะทำได้หมด แต่เอามาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การทำความเข้าใจกับบริษัทที่จะลงทุนให้มากๆ แต่มีข้อระวังในส่วนของความถูกต้องของข้อมูล การพิจารณาแยกแยะระหว่างความเห็นกับความจริง และอาจจะต้องระวังในแง่ของจิตวิทยาในการลงทุน
ดร.นิเวศน์: ให้เอาหลักการมาใช้ โดยหามุมมองที่สำคัญ ที่ทำให้หุ้นแตกต่างและโดดเด่นชัดเจน ตัวอย่างเช่น หุ้นรถไฟ ซึ่งดูเป็นหุ้นที่หมดยุค แต่วันดีคืนดี (เร็วๆนี้) วอร์เรนกลับลงทุนในระดับที่สูงมาก โดยมีมุมมองใหม่คือ ราคาน้ำมัน ที่ไม่น่าจะถูกอีกต่อไป ทำให้ค่าขนส่งสูงมาก ซึ่งคนที่จะได้เปรียบก็คือ เรือกับรถไฟ แต่เรือค่อนข้างมีคู่แข่งและข้อจำกัดอยู่มาก ซึ่งในอนาคต คนน่าจะหันมาใช้รถไฟในการขนส่งแทน (ประกอบกับบริษัทมีที่ดินอยู่มาก)ดังนั้น การซื้อหุ้นทุกตัว จึงควรซื้อโดยซื้อหุ้นที่มีมุมมองที่เฉียบคม มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ราคาถูกแล้วเข้าซื้อ ... ถ้ายังไม่มีมุมมองที่เฉียบคม ก็อย่าเพิ่งไปซื้อ...
ดร.กุษยา: เสริมเรื่องของมุมมองที่เฉียบคมว่า เกิดจากความเข้าใจในธุรกิจที่ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเป็นวอร์ชิงตันโพสต์, โค้ก โดยวอร์เรนจะซื้อหุ้นในขณะที่ยังไม่เป็นที่สนใจ
คุณพรชัย: เสริมเรื่องความเฉียบคมว่า แค่ความเข้าใจอาจจะไม่พอ โดยตอนที่วอร์เรนซื้อ โค้กเริ่มมีการ focus ที่ตัวธุรกิจมากขึ้น จากเดิมที่มีการลงทุนกระจายไปยังธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกลับเป็นการเน้นไปที่การเพิ่มยอดขายกระจายไปยังต่างประเทศ โดยวอร์เรนไม่ได้ดูเพียงแค่ PE ที่ดูเหมือนสูง แต่หากเมื่อดูอัตราการดื่มโค้กที่ยังมีโอกาสอีกมากในเอเชีย เช่น ในเมืองจีนบริโภคโค้กแค่ 0.3 ขวดต่อปีเท่านั้น ซ฿งเป็นมุมมองที่ตลาดยังไม่รับรู้
ความสนใจของหุ้นในโลกยุคใหม่
ดร.นิเวศน์: วอร์เรนไม่ซื้อหุ้นในโลกยุคใหม่ เช่น ในยุคดอทคอม เนื่องจากเพราะเค้าไม่แน่ใจว่าอนาคตในอีก 10-20 ปีเป็นอย่างไร
หากคนอายุมากๆแล้ว การมองยาวขนาดนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
คุณพรชัย: อาจจะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเป็น 10-20 ปี เพียงแต่ในขณะที่ซื้อนั้น เรามองอนาคตระยะยาวหรือไม่
การลงทุนใน TFEX วอร์เรน สนใจหรือไม่
คุณพรชัย: ไม่เคยพบ แต่หากจะมี วอร์เรนก็จะลงทุนในปริมาณไม่มาก หรือกรณีชอบใจผู้บริหาร ก็อาจจะซื้อติดไว้ แต่ไม่มาก
วอร์เรนเล่นมาร์จินหรือไม่
ดร.กุษยา: วอร์เรนจะซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น ไม่มีการกู้เงินมาซื้อหุ้น
วอร์เรนมีความสุขหรือไม่
คุณพรชัย: คิดว่ามีความสุข เพราะจะทำอะไรก็ได้ทำ แต่วอร์เรนไม่ค่อยอยากจะทำอะไรมาก
ดร.นิเวศน์: มีความสุข เพราะวอร์เรนสามารถอยู่บ้านเล่นบริดจ์อยู่กับบ้านได้
ดร.กุษยา: วอร์เรนไม่ได้กังวลเรื่องว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะตก
คนอเมริกามองวอร์เรนอย่างไร
คุณพรชัย: ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งเคยขอวีซ่าไปอเมริกา ปีแรกไม่ผ่าน แต่ปีสองพอโชว์ใบหุ้นของเบิรก์ไชร์ เจ้าหน้าที่กงสุลก็ออกวีซ่าให้ทันที
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)