วันพฤหัสบดี, มกราคม 19, 2560

โปเกมอนโกกับการลงทุน

โปเกมอนโกกับการลงทุน


หลังจากห่างหายจากตลาดหุ้นไปซักพัก เนื่องจากภารกิจด้านการงานและการใช้เงินออมที่สะสมมาในการเคลียร์หนี้สินจากการซื้อบ้าน ผมจึงค่อยมีเวลาและมีสรรพกำลังพอที่จะลงเริ่มลงทุนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคิดว่าคงจะสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องนับจากวันนี้

กลับมาทบทวนตัวเองอีกในปีที่ผ่านมา ผมพบว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมากในการลงทุน

เริ่มต้นที่ทัศนคติหรือความเชื่อ บ่อยครั้งที่พอเราได้ยินหรือได้ฟังข่าวสาร เหตุการณ์ หรือกระทู้ต่างๆเกี่ยวกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง หรือการมองดูกราฟราคาและโวลุ่มซื้อขายที่ดูน่าเป็นใจซะเหลือเกิน ด้วยเหตุผลทางจิตวิทยาก็ดี หรือเหตุผลทางอารมณ์ก็ดี มักจะทำให้เรา "อดรนทนไม่ได้" ในการที่จะกระโจนเข้าไปซื้อหุ้นติดไม้ติดมือมาซักหน่อย ทั้งๆที่ตัวเราเองนั้นอาจจะยังไม่มีความรู้ต่อหุ้นตัวนั้นที่ดีเพียงพอ ซึ่งผมพอจะยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นได้ชัดเจนกับเจ้าเกมส์ยอดฮิตเกมส์หนึ่ง

ปี 2016 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าเกมส์โปเกมอนโก ที่มียอดดาว์นโหลดถล่มทลาย เพราะเป็นเกมส์ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างโลกเสมือนจริงและโลกแห่งความจริงเข้าด้วยกัน และยังสามารถใช้ประกอบในการทำกิจกรรมเดินออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี
หลักการเอาชนะเกมส์โปเกมอนโกคือเราต้องสามารถ "จับ" โปเกมอนที่มีพลังสูงด้วยการตามหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทำการรวมกลุ่มเพื่อ "ตียิม" ซึ่งจะทำให้เราได้เหรียญจากการเป็นเจ้าของยิมมาเพื่อซื้อไอเท็มต่างๆเพื่อเสริมสร้างโปเกมอนที่มีอยู่หรือหาโปเกมอนใหม่ๆได้ดีขึ้นไปเรือยๆ
ซึ่งการที่จะรักษายิมที่ตีเอาไว้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาพวกที่เป็นสีเดียวกันมารักษาถิ่นฐานและมอบหมายให้โปเกมอนที่มีความแข็งแกร่งเฝ้ารักษายิมเอาไว้ให้ได้เพื่อจะได้สะสมเหรียญได้มากขึ้นๆ

หากเปรียบกับการลงทุน การที่เราจะสามารถชนะการลงทุนได้นั้น พื้นฐานเบื้องต้นเราจะต้องเข้าใจก่อนว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรากำไรจากการลงทุนและไม่ทำให้เราขาดทุน" ซึ่งส่วนประกอบของตลาดหุ้นโดยหลักๆนั้น ประกอบไปด้วย

1. บริษัทจดทะเบียน
2. คนซื้อ
3. คนขาย

ในบทความนี้ ผมจะเน้นไปที่ข้อ 1 ก่อนนะครับ โดยหากเปรียบกับการตียิมในเกมส์โปเกมอนโก เราจะต้อง "รู้เขา" และ "รู้เรา" รู้เขาก็คือ รู้ว่าโปเกมอนที่เราจะเข้าไปตีนั้นมีเลเวลสูงเท่าไหร่ เป็นโปเกมอนธาตุอะไร ดังนั้นจึงกลับมาสำรวจตัวเราว่า โปเกมอนของเรามีเลเวลและธาตุที่เหมาะสมในการต่อสู้หรือไม่ จึงจะสามารถทำให้เรามีชัยในการตียิมกลับมา

แต่เมื่อลองมาทบทวนดูสาเหตุที่ "แมงเม่า" หลายคนซื้อขายหุ้น เราจะพบว่าบ่อยครั้งนักที่แมงเม่าเจ็บตัวเพราะ "ไม่รู้เขาและไม่รู้เรา" หรือสอดคล้องกับเพลงของพี่ป้อปและพี่ดา "ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ" ... เกี่ยวกันรึเปล่า...

ในความเห็นส่วนตัวผมเพิ่งที่เข้าใจแบบลึกซึ้งของคำว่า "อย่าโลภเกินความรู้" และคำว่า "สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ สมควรที่จะได้รับผลตอนแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดหุ้นหรือไ่ม่" ยกตัวอย่างเช่น หากวันๆเราเอาแต่ตามกระทู้หุ้นหรือตามข่าวหุ้นแบบฉาบฉวยซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ใครๆก็ทำและเลียนแบบได้ง่าย ตามตรรกะแล้ว มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด เพราะเมื่อทุกๆคนทำได้ เราก็ไม่สมควรที่จะมีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย

ในระยะยาวแล้ว การทำกำไรจากหุ้นย่อมมาจากการที่ราคาหุ้นสูงขึ้นไปกว่าต้นทุนที่เราซื้อ ดังนั้นมีประเด็นหลักๆที่เราต้องตอบให้ได้ก่อนจะซื้อหุ้นคือ

1. บริษัทที่เราจะลงทุนนั้นกำไรจะเป็นอย่างไรในอีก 3 - 5 ปีข้างหน้า
2. อะไรคือปัจจัยเสี่ยงและโอกาสของบริษัท ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการทำกำไร
3. ราคาเป้าหมายที่เหมาะสมคือเท่าไหร่

ในการจะสร้างความได้เปรียบในการลงทุนนั้น หากเราต้องการชนะมาก เราต้องมีควาามรู้มาก และความรู้ที่จำเป็น หาใช่ข่าวสารที่บินไปบินมามากมายในแต่ละวันเพียงอย่างเดียว หากแต่เราต้องมีความรู้ในข้อ 1 และของ 2 เตรียมพร้อมไว้ก่อนต่างหาก หลังจากนั้น "ข่าวสาร" ถึงจะสร้างประโยชน์ให้เราเมื่อราคาหุ้นนั้นยังไม่สะท้อน

ยกตัวอย่างเช่น หากเรารู้ว่าบริษัทๆหนึ่งมีรายรับที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนที่มากและยังไม่ได้ทำการประกันอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ครั้นเมื่อเราได้ทราบข่าวแนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนตัวลงในระยะยาว เราจึงสามารถผนวกกับความรู้ที่เรามี สร้างความได้เปรียบขึ้นมาด้วยการประเมินกำไรของบริษัทเทียบกับราคา ซึงหากราคายังไม่สะท้อน เราก็สามารถทำกำไรด้วยการซื้อหุ้นตัวนั้นก่อน

แต่อนิจจา น่าเสียดายที่ในวันนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่กลับติดตามข่าวทั้งๆที่ไม่รู้เลยว่าจะสร้างความได้เปรียบจากฝูงชนจากการเสพข่าวอย่างมากมายได้เช่นไร

เปรียบเสมือนกับการเฝ้ามองดูสถานการณ์แล้วบอกกับตัวเองว่า "เมื่อไหร่จะมีสงครามเกิดขึ้นซักที ชั้นจะได้ถือคัทเตอร์ไปฟาดฟันกับเอ็ม 16"

ดังนั้น ทางรอดของเราก็คือ การเสริมสร้างความรู้ทีละน้อยโดยเริ่มศึกษาธุรกิจของบริษัทในตลาดและติดตามผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้อาจเป็นวิธีที่ไม่สามารถทำกำไรได้ในระยะเวลาอันสั้นสำหรับผู้เริ่มต้น แต่รับประกันเลยว่า สำหรับผู้ที่ลงแรงและเวลาอย่างต่อเนื่อง เค้าจะสามารถเป็นผู้ชนะในระยะยาวได้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเค้านั้น โลภพอๆกับความรู้ ครับ



วันอังคาร, ธันวาคม 06, 2554

มหาอุทกภัย VS มุมมองการลงทุนเน้นคุณค่า

เป็นมุมมองที่แชร์ไว้ในเว็บ ThaiVI นะครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=50339

เป็นเวลาค่อนข้างนานแล้วที่ผมไม่รู้สึกถึงแรงผลักดันในการตั้งกระทู้ขึ้นมาในเว็บแห่งนี้ อาจเป็นเพราะงานที่รัดตัวและปัจจัยอื่นๆหลายๆอย่าง แต่แล้ววันนี้ ผมกลับรู้สึกถึงแรงผลักดันที่ค่อนข้างรุนแรงที่ทำให้ผมรู้สึกอยากจะแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนๆในเว็บนักลงทุนหุ้นคุณค่าแห่งนี้นะครับ

สิ่งกระตุ้นของแรงนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผมนั่งติดตามข่าวน้ำท่วมจากช่อง TNN 24 เวลาประมาณทุ่มนิดๆ โดยแขกรับเชิญ ณ ขณะนั้นคือ ดร. สมบัติ อยู่เมือง ปัจจุบันท่านเป็นหัวหน้าศูนย์วิจัยภูมิสารสนเทศเพื่อประเทศไทย http://www.gisthai.org ซึ่งเป็นเว็บที่หลายๆท่านน่าจะเคยเข้าไปติดตามภาพภ่ายดาวเทียมของน้ำที่หลากในประเทศไทย

การให้สัมภาษณ์ของอาจารย์ อาจจะไม่หวือหวาและมีสีสันด้วยความที่อาจารย์ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งเน้น “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นจริงมากกว่า “ความเห็น” ที่เกิดจากการคิดโดยขาดสมมติฐานและข้อมูลที่ละเอียดเพียงพอ

อาจารย์มีแนวทางการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำใน กทม ว่าเราควรมองภาพใหญ่ก่อน ซึ่งก็คือมวลน้ำที่มีอยู่และทิศทางน้ำที่กำลังจะเคลื่อนตัวไป ดังนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือแผนที่แสดงถึงเขตต่างๆใน กทม และปากกาไฮไลท์สี โดยท่านแนะนำว่า เราควรติดตามสถานการณ์น้ำว่า ในวันนี้น้ำมีทิศทางเลื่อนตัวไปทิศทางใด ช้าหรือเร็ว ใกล้หรือห่างจากบ้านที่เราพักอาศัยอยู่

ซึ่งข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นก็คือ การเดินทางของน้ำที่หลากมานั้น เดินทางค่อนข้างช้ากว่าที่หลายๆคนคิดกัน เนื่องจากสภาพพื้นผิวของ กทม ที่มีระดับความลาดชันที่ไม่มากนัก ดังนั้นบ้านที่จะต้องระวังคือส่วนที่ใกล้บริเวณคลองหรือบริเวณที่ใกล้แนวคันกั้นน้ำที่มีโอกาสเกิดน้ำล้นออกมาจากคลองหรือคันกั้นน้ำ ในขณะที่บ้านเรื่อนที่อยู่ในพื้นที่ห่างออกมา ก็ยังพอมีเวลาที่จะติดตามว่า ในแต่ละวันนั้น น้ำได้เดินทางตามแนวสูงต่ำของพื้นที่อย่างไร

ข้อเท็จจริงอีกประการที่เกิดขึ้นแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก็คือ คันกั้นน้ำชั่วคราวในฝั่งตะวันออกหลายๆแห่งที่หลายๆคนเป็นห่วงว่าจะไม่แข็งแรงและอาจจะมีความเสี่ยงที่จะพังลงมา กลับแทบจะไม่มีปัญหาเลย ซึ่งเราอาจสามารถวิเคราะห์จากแผนที่ได้ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดจากการไหลของมวลน้ำที่ไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับคันกั้นน้ำ หากแต่ไหลเอียงไปทางทิศตะวันตกของ กทม มากกว่า ทำให้แรงของน้ำที่ปะทะกับคันกั้นน้ำนั้น ไม่ได้แรงขนาดที่เราคาดการณ์เอาไว้

แต่สิ่งที่ปฏิเสธอีกไม่ได้เหมือนกันคือ “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอดีต ซึ่งอนาคตที่กำลังจะมานั้น มีตัวแปรมากมายหลายอย่างที่สามารถเปลี่ยนทิศทางน้ำหรือความน่าจะเป็นที่น้ำจะเข้ามาท่วมบ้านเรา

หลังจากเกริ่นมาซะนาน สิ่งที่ผมแว้บขึ้นมาจากการติดตามข่าวของอาจารย์ท่านนี้ ทำให้ผมได้คิดเชิงเปรียบเทียบกับการลงทุนหุ้นคุณค่า สรุปออกมาได้ดังนี้ครับ

น้ำท่วม: “คนกรุงเทพเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง คาด น้ำอาจถึงอนุสาวรีย์ชัยในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหากคันแตก” หากแต่ข้อเท็จจริงที่เราประสบนั้น หากคันกั้นน้ำเกิดแตก ก็จะมีการแตกเป็นจุดๆโดยเริ่มจุดที่มีความอ่อนแอที่สุดก่อน (ทำให้เรามีเวลาไปอุดทัน ผ่อนหนักเป็นเบา) ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่น้ำจะท่วมจากคลองหกวาไปถึงอนุสาวรีย์ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

การลงทุนหุ้นคุณค่า: การมองที่พื้นฐานของกิจการหรือคุณค่านั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ VI ทุกคนต้องประเมิน ซึ่ง “มูลค่า” ของกิจการนั้น ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่นักลงทุนแต่ละคนคิดเอาไว้ โดยที่ความถูกต้องแม่นยำของการประมาณการนั้น ปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งก็คือความเข้าใจที่ละเอียดเพียงพอกับกิจการที่เราจะลงทุน ว่าสิ่งใดคือ “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้น และสิ่งใดคือ “ความเห็น” ที่เกิดจากสมมติฐานของคนบางกลุ่ม เปรียบได้กับข่าวน้ำท่วมที่มีการทำนายออกมานั้นก็ขึ้นอยู่กับสมมติฐานที่นักวิเคราะห์แต่ละค่ายได้คิดเอาไว้ ซึ่งอาจจะไม่มีความละเอียดเพียงพอ ดังนั้น เราจึงควรกลั่นกรองข้อมูลที่ได้รับมานั้นด้วยเหตุและผล ประกอบกับข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น จะทำให้เราสามารถ “ทำนาย” ได้แม่นยำขึ้นว่า น้ำจะท่วมบ้านหรือไม่ ช้าหรือเร็ว ทำให้เราสามารถเตรียมตัวตั้งรับได้ทันโดยไม่ตื่นตระหนก


น้ำท่วม: “ผู้คนเตรียมตัวไม่ทัน เพราะน้ำมาเร็วและแรงกว่าที่คิด” สิ่งนี้มักเกิดกับผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณจุดเสี่ยง คือบริเวณที่ใกล้แม่น้ำ ลำคลองหรือแนวกั้นน้ำที่มีความแข็งแรงน้อย และอาจไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดหรือไม่ตระหนักที่ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญอยู่

การลงทุนหุ้นคุณค่า: “ความเสี่ยง” ที่มูลค่าของกิจการจะเปลี่ยนไปนั้น แตกต่างกันตามบริษัทแต่ละบริษัท หากเราสนใจที่จะลงทุนในบริษัทที่มีความเสี่ยงหรือความผันผวนของกำไรสูง สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัย คือการติดตามข้อมูลข่าวสารอยู่เสมอ แต่หากเราไม่มีเวลามากมายขนาดนั้น เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงกิจการที่มีความเสี่ยงของกำไรที่ค่อนข้างสูง


น้ำท่วม: “คนกรุงแห่เอารถจอดบนสะพานเพราะกลัวรถจมน้ำ”

การลงทุนหุ้นคุณค่า: การตื่นตระหนกจนเกินไปโดยขาดการควบคุมอารมณ์ที่ดีอาจจะทำให้เราตัดสินใจผิดพลาดในการลงทุน เช่นเดียวกับการนำรถไปจอดบนทางหลวง ซึ่งมีโอกาสที่รถจะเสียหายจากอุบัติเหตุหรืออาจประสบกับความยากลำบากหากเราต้องการจะอพยพไปต่างจังหวัด


น้ำท่วม: คนกรุงเทพแห่กันอพยพออกต่างจังหวัด เนื่องจากหวั่นน้ำทะลักเข้ากรุง ทำให้เส้นทางออกต่างจังหวัดรถติดนาน 3 ชั่วโมง ของกินของใช้ในตัวเมืองเริ่มหายาก

การลงทุนหุ้นคุณค่า: การเลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้น บ่อยครั้งเกิดจาก “อารมณ์ของตลาด” มากกว่า “ข้อเท็จจริง” ดังนั้นการลงทุนให้ชนะตลาดได้นั้น เราจะต้องไม่หลงไปกับทิศทางของอารมณ์ตลาดโดยปราศจากการคิดอย่างรอบคอบด้วยข้อเท็จจริงที่มี ดังเช่นการอพยพออกต่างจังหวัดนั้น หากเรามีสติเพียงพอและติดตามข่าวสารอยู่ เราอาจจะพอทำนายได้ว่า เราอาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอพยพภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ตามฝูงชน ซึ่งเป็นช่วงที่รถติดหนักและเสียเวลาโดยใช่เหตุ (แต่จองห้องไว้ก่อน แล้วค่อยอาศัยช่วงที่ซาๆ ลง ค่อยอพยพไป)


อาศัยว่ากระทู้นี้มีพอมีเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่าอยู่บ้าง เลยอาศัยเนียนอยู่ในห้องนี้อัพเดท
"ข้อเท็จจริง" ของน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในบ้านเรานะครับ...อิอิ

http://www.gisthai.org/map-galery/Flood ... 202554.jpg

จากเว็บด้านบนแสดงถึงน้ำของวันที่ 6 ตุลาคม (สีชมพู) เทียบกับ 26 ตุลาคม (สีฟ้า) นะครับ
จะเห็นว่าน้ำก้อนใหญ่นั้น ได้มาถึง กทม ฝั่งตะวันออกอย่างเต็มภาคภูมิแล้ว และ กทม ก็ยังสามารถรับน้ำได้อยู่
(จะเห็นว่าสีฟ้าจะถูกหยุดอยู่บริเวณคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ) แต่ก็มีส่วนน้อยที่แอบล็อดเล็ดออกมาบริเวณที่เป็นข่าว
กันอยู่ในถนนวิภาวดีและพหลโยธินในขณะนี้

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือมวลน้ำสีฟ้าทางด้านตะวันตกที่ ณ ขณะนี้ได้มาจัดเต็มรออยู่ที่คลองมหาสวัสดิ์และได้ล้นจนสร้าง
ปัญหาในแนวเขตทวีวัฒนาอยู่ในขณะนี้

โดยจากที่ฟังอาจารย์สมบัติ ท่านคิดว่าเขตที่ควรระวังต่อไปคือเขตที่มีพื้นที่ต่ำและอยู่ใกล้บริเวณเขตทวีวัฒนา
โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่บริเวณใกล้ริมคลองฝั่งธนต่างๆ ที่น่าจะมีน้ำเอ่อล้นออกมา

กลับมาที่มุมมองเกี่ยวกับการลงทุนแบบเน้นคุณค่ากันดีกว่านะครับ "ข้อเท็จจริง" ของการไหลของน้ำที่ "เปรียบเทียบ"
ระหว่างวันที่ 6 ตุลาคมกับวันที่ 26 ตุลาคม ก็เปรียบได้กับการเปรียบเทียบสถานะของกิจการ หรือการวิเคราะห์ "งบการเงิน"
ของกิจการที่เราลงทุนอยู่นั่นเอง ดังนั้น ความสามารถในการอ่าน "งบการเงิน" ให้เป็นนั้น เราจะต้องวิเคราะห์แบบเปรียบเทียบ
โดยมีความสามารถในการทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของ "ข้อเท็จจริง" ที่ปรากฎในงบการเงินให้ได้ว่า "ข้อเท็จจริง" ด้านรายได้
นั้นสูงขึ้นหรือต่ำลงจากอะไร "ข้อเท็จจริง" ต้นทุนขาย สูงขึ้นหรือต่ำลงเพราะอะไร

เมื่อเราสามารถรู้ได้ถึง "ปัจจัย" ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขทางการเงินได้แล้ว ก็จะทำให้เรามีความสามารถ
ในการที่จะพยากรณ์อนาคตของกิจการเพื่อที่จะประเมินมูลค่าของกิจการที่เราลงทุนได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

หวังว่าบทความเชิงเปรียบเทียบนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อมือใหม่ในการลงทุนแบบ VI ไม่มากก็น้อยนะครับ

วันจันทร์, เมษายน 25, 2554

มุมมองจากคุณ Invisible Hand

credit จาก http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=16119

การเลือกหุ้นการคัดกรองหุ้น

- สมัยก่อนผมจะดูความถูกแพงของหุ้นก่อน เช่น p/e และ p/bv แล้วค่อยมาดูชื่อบริษัทว่าทำอะไร อยู่ในธุรกิจอะไร ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนมาดูประเภทธุรกิจ ชื่อบริษัทก่อน แล้วค่อยมาดูความถูกแพงครับ ก็คือ ระยะหลังๆ ผมจะให้น้ำหนักปัจจัยด้านคุณภาพมากกว่าปัจจัยด้านปริมาณ

ปัจจัยคุณภาพที่ผมดูก็มีหลายอย่างครับ เช่น

1 ธุรกิจที่บริษัทนั้นๆ ทำอยู่

ก็คงดูการลักษณะของธุรกิจและการเติบโตในระยะยาวๆ หลักๆ ผมจะดูว่าตลาดหรือธุรกิจนั้นๆ อยู่ในระยะไหนของการเติบโต โตเร็ว ปานกลาง หรือช้า หรือถดถอย ยกตัวอย่าง หากผมมองว่าการอ่านหนังสือ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ของคนไทยยังต่ำ และโตได้อีกมาก ผมก็จะเริ่มมองหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆ และหากผมมองว่าแนวโน้มคนจะนิยมซื้อสินค้าที่เป็นร้าน modern trade มากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็มาดูหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ modern trade บางครั้งก็จับทั้งคู่มาผสมกันได้ เช่น อาจจะดูหุ้นที่เป็น modern trade ที่ทำธุรกิจ IT หรือ modern trade ที่ขายหนังสือ
หรือผมมองว่าอนาคต ประชากรจะป่วยง่ายแต่ตายช้าลง เพราะคนเราทำงานหนักขึ้นเครียดขึ้น เป็นโรคต่างๆ กันมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน แต่คุณภาพการรักษาพยาบาลดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยแม้ไม่หายขาดแต่ก็จะยืดอายุได้นาน อีกทั้งแนวโน้มคนแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่ากลุ่ม รพ. น่าสนใจ
หรือ ผมมองว่าคนไทยยังทำประกันชีวิตในสัดส่วนน้อย ผมก็จะมองว่าหุ้นที่ทำประกันชีวิตน่าสนใจ
ธุรกิจไหนที่อยู่ติดกับลูกค้ารายย่อยๆ จำนวนมาก ก็จะมีอำนาจการต่อรองสูงกว่า และหากรับค่าสินค้าและบริการเป็นเงินสด ก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากๆ ในยุคปัจจุบันครับ
ส่วนระยะเวลาหรือ time frame ที่ผมมองระยะหลังๆ ผมจะมองไป 5-10 ปีเลย เพราะผมเชื่อว่าหุ้นดีราคาถูกเริ่มหายาก ดังนั้นเราควรหาหุ้นที่จะถือได้ยาวๆ เลย จะได้ไม่ต้องคอยหาหุ้นใหม่ๆ
กลุ่มที่ผมคิดว่าไม่น่าสนใจก็มีเช่น หุ้นที่ผมมองว่าอำนาจการต่อรองมักจะเป็นของผู้ซื้อ ซึ่งมักจะเป็นผู้ซื้อที่มีขนาดบริษัทที่ใหญ่กว่าผู้ขาย เช่น ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ หรือบรรจุภัณฑ์ ผมมองว่าหุ้นเหล่านี้มีอำนาจต่อรองต่ำ และเวลาขายต้องให้เครดิตลูกค้านานๆ ทำให้กระแสเงินสดไม่ดี และเสี่ยงกับหนี้สูญ ระยะหลังๆ ผมจะไม่สนใจหุ้นกลุ่มดังกล่าว

2. สถานภาพการแข่งขันของบริษัทนั้นๆ ในธุรกิจ

ผมมักจะเลือกหุ้นที่มี market share อันดับต้นๆ หากไม่ได้เป็นอันดับต้นๆ ของตลาดรวมก็ควรจะเป็นอันดับต้นๆ ใน segment ที่ตนเองอยู่ เพราะตลาดๆ หนึ่งก็สามารถแบ่งได้เป็นหลายๆ segment เพราะการเป็นผู้นำตลาดย่อมพิสูจน์ได้ว่าผู้บริหารน่าจะมีความสามารถเพียงพอในระดับหนึ่ง นอกจากนี้การเป็นผู้นำตลาดย่อมทำให้บริษัทนั้นๆ มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าและ supplier ที่สูงกว่า และมักจะแสดงถึง brand name ที่แข็งแกร่งกว่า
อย่างไรก็ตามให้ระวังเรื่อง mkt share หากมากเกินไปอาจจะจำกัดการเติบโตได้ เช่น หากตลาดโตน้อย คือปีละ 5% และหุ้นที่เราดูมี mkt share 60% ก็หมายความว่าหุ้นตัวนั้นมีการเติบโตจำกัด เพราะการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากกว่านี้อีกได้ไม่เท่าไหร่ และมีโอกาสที่เสีย mkt share หากมีการแข่งขันมากขึ้น แต่หาก mkt share 60% แต่ตลาดโตสูงมาก เช่น 20-30% หุ้นดังกล่าวจะกลายเป็นตรงกันข้ามคือเป็นหุ้นที่น่าสนใจมาก เพราะการมี mkt share สูงมากทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก ดังนั้นแค่โตตามตลาดก็เพียงพอแล้ว

3 ดูความยากง่ายของการเข้ามาทำธุรกิจ

บางจุดเวลา เราอาจจะเจอหุ้นที่ผ่านลักษณะที 1 และ 2 ในเวลาเดียวกัน แต่บังเอิญธุรกิจดังกล่าวมีการเข้ามาแข่งขันจากผู้ประกอบการรายใหม่ได้ง่าย ก็จะทำให้ธุรกิจนั้นๆ แทบจะไม่เหลือความน่าสนใจเลย เพราะการที่ผู้ประกอบการเข้ามาใหม่ได้ง่าย ทำให้แม้ว่าธุรกิจนั้นๆ จะมีแนวโน้มการเติบโตสูง แต่พอการแข่งขันเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ประกอบการรายเดิมลดลง และการแข่งขันที่รุนแรงมักจะทำให้ margin ของธุรกิจลดลงด้วย ดังนั้นหุ้นที่ผ่านลักษณะที่ 1 และ 2 แต่ไม่ผ่าน 3 ก็อาจจะต้องเป็นหุ้นระยะสั้นถึงกลางๆ มากกว่าระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น LH ผ่านข้อ 1 และ 2 แต่ไม่ผ่าน 3 ดังนั้นถึงจุดหนึ่งหุ้น LH จะเริ่มไม่ perform ดังเช่นเมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้น หากเราเจอหุ้นที่ธุรกิจมีการเติบโตสูง และมี gross margin สูงมาก และรู้สึกว่าคู่แข่งเข้ามาได้ไม่ยาก ให้ระวังว่าหุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่จะมีกำไรลดลงได้มากในปีต่อๆ ไป ยกตัวอย่างเช่นหุ้น GMMM และหุ้น Q-CON โดยเฉพาะหุ้น GMMM เป็นหุ้นที่สอนให้ผมถึงบทเรียนดังกล่าวเพราะธุรกิจวิทยุมี GMMM เป็นผู้นำตลาด แต่พอรายใหม่ๆ เข้ามาแข่งขันก็ทำให้ตลาดเป็นการแข่งขันสูงและ margin ลดลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การที่จะดูว่าธุรกิจไหนมีการเข้าใหม่ยากง่ายแค่ไหน เราคงจะต้องดูจากตัวเราเอง คือ ลองสมมุติให้เรามีเงินที่มากพอ แล้วให้ลองศึกษาดูว่าการทำธุรกิจที่เราสนใจนั้นๆ ยากง่ายแค่ไหน ทั้งในด้านการหาพนักงาน การหาเทคโนโลยีการผลิต การสร้าง brand การหาลูกค้า ฯลฯ ถ้ารู้สึกว่าไม่ยากเกินไป หุ้นที่เราดูอยู่อาจจะไม่น่าสนใจเท่าไรนักครับ

4 ธุรกิจที่ลงทุนควรจะเป็นธุรกิจที่จับต้องได้ง่าย อยู่ในชีวิตประจำวัน

ผมเชื่อว่าหากเราซื้อหุ้นที่มีสินค้าและบริการที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานั้น ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากในการติดตามหาข้อมูลครับ เพราะมันจะอยู่รอบๆ ตัวเราหมดเลย ดังนั้นเราสามารถรับรู้ว่าบริษัทที่เราลงทุนมีแนวโน้มดีหรือแย่ได้จากการสังเกตในชีวิตประจำวันของเรา ผมเชื่อว่าสมัยก่อนตอนที่ VI ยังไม่ boom การรองบออกแล้วค่อยตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นตัวหนึ่งๆ น่าจะยังเป็นสิ่งที่ไม่ช้าเกินไป แต่ปัจจุบันผมเชื่อว่าเราควรจะซื้อหุ้นที่คาดว่างบจะออกมาดี และขายหากคิดว่างบจะออกมาไม่ดี ดังนั้นหากเป็นธุรกิจที่จับต้องยาก เราจะรู้ว่างบดีหรือไม่ดีพร้อมกับคนอื่นๆ คือวันที่ประกาศงบออกมา ซึ่งผมคิดว่าไม่เพียงพอแล้วสำหรับการลงทุนแบบปัจจุบันที่มี VI อยู่จำนวนมากมาย

5 ผู้บริหาร

ที่คุยมา 4 ข้อหากข้อ 5ไม่ผ่านก็โยนสิ่งที่เราศึกษามานั้นทิ้งไปเลยครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้คาดหวังว่าผู้บริหารบริษัทที่ต้องมีคุณธรรม จริยธรรมสูงส่งเพราะบางทีก็หายากเหมือนกัน และคนที่พยายามจะหาผู้บริหารหรือผู้นำที่เป็นเช่นนั้นผมว่าก็อาจจะทำให้เกิดความทุกข์เช่นกัน ผมชอบผู้บริหารที่เข้าใจกลไกตลาดทุน ก็คือ หากบริษัทกำไรดีขึ้น ราคาหุ้นก็จะขึ้น ผู้บริหารก็จะได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเช่นกันเพราะทำให้มูลค่าในส่วนที่ตนเองถือหุ้นเพิ่มขึ้นเช่นกัน หรือหากถือหุ้นน้อยหรือไม่ถือหุ้นก็น่าจะมีโบนัสหรือได้ขึ้นเงินเดือน ดังนั้นผู้บริหารที่ดีในสายตาผม ก็คือผู้บริหารที่พยายาม maximize shareholder value ก็คือพยายามที่จะสร้างมูลค่าที่สูงที่สุดให้กับหุ้นตัวเอง แต่มีข้อแม้ว่าจะไม่เบียดบังสังคมเกินไป เช่น หากมีประวัติปล่อยน้ำเสีย ของเสีย หรือเอาเปรียบแรงงาน ผมก็คงไม่ลงทุนครับ

หากผู้บริหารโดยเฉพาะผู้บริหารที่เป็นเจ้าของ เข้าใจเรื่องตลาดทุน จะเข้าใจว่าการปล่อยให้กำไรอยู่ในบริษัท เมื่อมีกำไรเพิ่มขึ้น 100 ล้าน หากหุ้นดังกล่าวมี p/e 10 เท่า มูลค่าหุ้นก็จะเพิ่ม 1000 ล้าน หากผู้บริหารถือหุ้น 30% ก็เท่ากับว่าจะรวยขึ้น 300 ล้าน แต่หากเทียบกับว่าผู้บริหารดังกล่าวนำเงินออกจากบริษัทไป 100 ล้านเข้ากระเป๋าตัวเอง เค้าจะได้เงินไปแค่ 100 ล้านเท่านั้น

ดังนั้น ผมจะตัดบริษัทที่ผู้บริหารมีประวัติไม่ดี และบริษัทที่เคยมีรายการระหว่างกันที่เป็นการผ่องถ่ายเงินจากบริษัทจดทะเบียนเข้าส่วนตัวหรือเข้าบริษัทที่ผู้บริหารมีส่วนได้ส่วนเสียครับ

ส่วนข้อมูลดังกล่าวอาจจะถามว่าผมหามาได้ยังไง คำตอบคือ ก็คงต้องใช้การอ่านหนังสือพิมพ์มากๆ และสะสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ ครับ ในระยะแรกๆ ที่ผมประสบการณ์น้อย ผมจะไปศูนย์ข้อมูลมติชน อยู่ที่ บ. มติชน ประชานิเวศน์ ครับ ไปขอค้นข่าวเกี่ยวกับบริษัทที่ผมสนใจย้อนหลัง 10 ปีเพื่อดูว่าผู้บริหารเคยให้สัมภาษณ์หรือเคยให้ข่าวอะไรบ้าง รวมทั้งบริษัทนั้นๆ เคยมีประวัติอะไรไม่ดีหรือไม่ครับ ก็ถือว่าสะดวกดีครับ เสียค่าค้นไม่กี่บาทครับหากเทียบกับกำไรหรือขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นครับ


เมื่อใช้การกรองหุ้นข้อ 1-5 ออกมาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะลงทุนได้ทางทีนะครับ เพราะมันเป็นการกรองหุ้นจำนวนหนึ่งออกมา สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ การวิเคราะห์เชิงลึก สิ่งที่ควรทำก็คือการอ่าน 56-1 รายงานประจำปี และเริ่มหาข้อมูลในด้านต่างๆ ของบริษัท โดยการสำรวจ ลองใช้สินค้าและบริการของหุ้นที่เราสนใจ รวมไปถึงใช้ของคู่แข่งด้วยเพื่อเปรียบเทียบ นอกจากนี้ ยังต้องหาข้อมูลอื่นๆ อีกมาก เช่น ถามความเห็นของเพื่อนหรือคนที่ใช้สินค้าและบริการทั้งของหุ้นที่เราสนใจและคู่แข่ง นอกจากนี้หากเป็นไปได้ ควรจะถามความเห็นของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ถ้าสามารถหาได้ เช่น พนักงาน คู่แข่ง supplier ลูกค้า โดยข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับก็เพื่อนำมาสรุปว่าปัจจุบันบริษัทมีความได้เปรียบเสียเปรียบกับคู่แข่งอย่างไร และเพื่อให้พอมองแนวโน้มในอนาคตได้

ส่วนที่จะดูว่าหุ้นตัวไหนถูกหรือแพง คงจะดูหลายๆ ประเด็นประกอบกัน คงจะดูเพียง p/e p/bv อย่างใดอย่างหนึ่งหรือแค่ทั้งสองอย่างคงไม่ได้ หุ้น TTA ที่ถามถึงมานั้นเป็นหุ้นวัฎจักร หรือ cyclical ซึ่งจะมี p/e ต่ำมากในช่วง peak ของ cycle และจะมี p/e สูงมากในช่วง bottom หรือหา p/e ไม่ได้เลยเพราะบางช่วงตอน bottom จะขาดทุน ดังนั้นหุ้นวัฎจักร จะซื้อโดยดู p/e ไม่ได้เลย แต่จะต้องดูแนวโน้มของวัฎจักรว่าตอนนี้น่าจะอยู่ช่วงไหนของ cycle แล้ว เราจะต้องซื้อที่ใกล้เคียงกับ bottom และขายในช่วงขาขึ้น ดังนั้น หากเราลงทุนในหุ้นวัฎจักรจะต้องศึกษาและเข้าใจในธุรกิจนั้นอย่างถ่องแท้ ซึ่งมีคนจำนวนน้อยที่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นสำหรับนักลงทุนทั่วไปผมไม่ค่อยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นวัฎจักรเพราะจะมีความเสี่ยงมากและมีโอกาสสูงที่จะเข้าไปซื้อช่วง peak ซึ่ง broker จำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าใจหุ้นวัฎจักรอย่างแท้จริงและอาจจะให้คำแนะนำที่เป็นอันตรายกับนักลงทุนได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากมีความรู้มากพอแล้ว การลงทุนในหุ้นวัฎจักร หากประสบความสำเร็จก็จะทำให้มีผลตอบแทนที่มากพอกับความพยายามที่ลงไปได้เช่นกัน

ส่วนการใช้ DCF นั้น ผมคิดว่าไม่จำเป็นเท่าไหร่สำหรับนักลงทุนทั่วไปครับ เพราะจริงๆ แล้ว p/e คือผลสุดท้ายของ DCF นั่นแหละครับ เพราะ DCF เป็น model ที่คำนึงถึง growth ความเสี่ยง เงินสดและหนี้สิน ซึ่งหากเราใช้ p/e เป็น ใช้ p/bv ได้ถูกวิธี มันจะเป็นสุดยอดวิชาขั้นสูงกว่าการใช้ DCF อีกครับ เพราะมันเป็นการนำหลักแนวคิดของ DCF มาใช้ได้โดยไม่ต้องเหนื่อยมานั่งทำ model อย่างท่านอาจารย์ ดร. นิเวศน์เอง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ DCF ในการคำนวณนะครับ มันเหมือนกับอะไรที่ back to basic ครับ บางครั้งอะไรที่ซับซ้อนมากๆ กลับไม่ใช่สุดยอดวิชา แต่สิ่งที่เป็นสุดยอดวิชา มักจะไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด

ส่วนจะใช้ p/e p/bv ให้เป็นนั้น ผมคงไม่สามารถถ่ายทอดด้วยการเขียนในคำตอบนี้ให้หมด เพราะหากจะเขียนคงจะใช้จำนวนหน้าเป็นหลายร้อยหน้า และเรียบเรียงไม่ถูก ดังนั้นผมจึงอยากให้เพื่อนๆ ถามเป็น case ของหุ้นแต่ละตัวมาแล้วผมจะให้ความเห็นและสอดแทรกแนวคิดไปเรื่อยๆ คงจะเป็นวิธีที่ดีกว่าครับ ผมเองยังเสียดายที่หลายครั้งคำถามใน web ส่วนใหญ่จะถามผมเป็นรายตัวมากกว่าที่จะถามวิชาความรู้จากผม ซึ่งผมคิดว่าอย่างหลังน่าจะมีคุณค่ามากกว่าครับ

ส่วนที่ถามว่า DCF มีข้อเสียยังไง ข้อเสียคือ เนื่องจากมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคำนวณหา valuation ของหุ้น แต่หากนำไปใช้โดยขาดความเข้าใจที่แท้จริง ซึ่งผมเองก็เคยเป็นอย่างนั้นเมื่อก่อน จะทำให้ได้ valuation ที่ผิดพลาดไปมาก โดยเฉพาะการนำ dcf ไปใช้กับหุ้นที่เป็นวัฎจักร ทั้งวัฎจักรเศรษฐกิจและวัฎจักรที่เป็น commodity ผลเสียที่เกิดจะรุนแรงเพราะคนที่วิเคราะห์โดยใช้ DCF ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิเคราะห์มักจะเชื่อมั่นในตัวเองสูงอยู่แล้ว และมักจะมี financial model ที่ซับซ้อน ดังนั้นหากได้ DCF target จากการวิเคราะห์ของตนแล้วมักจะยึดมั่นอย่างสูง และผู้ที่ฟังคำแนะนำก็จะเชื่อมั่นอย่างสูงเช่นกันเพราะโดยหลักการแล้วเป็นวิธีที่ดีกว่า p/e และ p/bv ดังนั้น DCF valuationได้ทำให้นักวิเคราะห์และคนที่ใช้บทวิเคราะห์เจ็บปวดมาครั้งแล้วครั้งเล่าครับ


ส่วนอันนี้เป็นมุมมองสำหรับปี 49 โดยคุณ invisible hand เช่นกันครับรวมเอาไว้อ่าน อาจจะมีคนอ่านกันเยอะแล้วแต่อยากนำมารวมไว้ครับ

ใกล้จะสิ้นปีแล้วก็คงจะถึงเวลาที่ผมจะให้มุมมองสำหรับปีหน้ากับเพื่อนๆ แล้วนะครับ ยังไงเวลาที่ใช้เขียนมีค่อนข้างจำกัดอาจจะเล่าความคิดไม่ได้ทั้งหมดหรือละเอียดมากนักแต่จะขอสรุปประเด็นดังนี้นะครับ

ผมมองว่าปัจจัยหลักที่ยังมีผลกับภาวะการลงทุนในปีหน้าคือเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน โดยผมมองว่าทั้งสองอย่างจะไปด้วยกัน หากเศรษฐกิจโลกดี ราคาน้ำมันก็จะแพง แต่หากเศรษฐกิจโลกไม่ดี ราคาน้ำมันจะลดลง
ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกดี ก็หมายความว่าการส่งออกของเราจะดี และส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับการส่งออกซึ่งก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมด้วย แต่ก็จะทำให้น้ำมันแพงขึ้น ก็จะทำให้การบริโภคลดลง
ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี การส่งออกเราจะแย่ลง และส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมได้รับผลกระทบ แต่ราคาน้ำมันก็จะลดลง และจะทำให้การบริโภคดีขึ้นได้

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าอาจจะเสียเวลา และออกจะยากอยู่ที่เราจะมาทำนายว่าเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร แต่หากให้ผมเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมอาจจะเดาว่าเศรษฐกิจโลกจะยังดีอยู่ และราคา commodity ขั้นพื้นฐานคือ น้ำมัน แร่เหล็ก แร่ธาตุอื่นๆ จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแพง ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศจีนยังไม่อยู่ในภาวะที่มีการจ้างแรงงานเต็มที่ ( full employment ) เนื่องจากยังมีแรงงานส่วนเกินในภาคชนบทอีกมาก ดังนั้นเศรษฐกิจโลกน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องจากแรงขับดันของประเทศจีน

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันก็นับว่าไม่สามารถแข็งแกร่งด้วยตัวเองได้มากนัก เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เกาหลีใต้ มีปัญหาทางการเงิน ภาระหนี้สินต่างประเทศไม่แพ้เรา แต่เค้ามีทุนที่สำคัญคือ ทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยี การวิจัยพัฒนา ที่เหนือกว่าเรา ทำให้เวลานี้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ และส่งขายได้ทั่วโลก แบรนด์ Sumsung เป็นที่ยอมรับและได้รับความนิยมกว่าแบรนด์ญี่ปุ่นบางแบรนด์ เค้ามี แดจังกึม ที่ดังในหลายประเทศทั่วเอเชีย ในขณะที่วงการฟุตบอล เกาหลีใต้ก็เข้ารอบลึกๆ ในบอลโลก และ ปาร์ค จี ซุง ก็สามารถเล่นในสโมสรใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้

ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างจีน และเวียดนาม ก็มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการพัฒนาที่ผมมองว่ามีผลต่อการพัฒนาของประเทศในระยะยาวที่สุด คือ ด้านการศึกษา

ปัญหาที่นักลงทุนต่างชาติพบเวลาไปลงทุนในเมืองจีน คือ คนจีนเกือบทุกคนอยากเป็นผู้ประกอบการ ดังนั้นผู้ประกอบการต่างชาติจะเจอปัญหาที่ลูกจ้างชาวจีนออกไปตั้งโรงงานหรือบริษัทแข่งกับนายจ้าง มีการ copy เครื่องจักรและ brand name ทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถมีต้นทุนต่ำกว่า กระเบื้องจีนที่ราคาถูกกว่าไทยมากเพราะเค้าไม่ต้องนำเข้าเครื่องจักรเพราะมีการ copy เทคโนโลยีเครื่องจักรจากต่างประเทศ แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ที่จีนก็มียี่ห้อง Yamahe Sazaki Honba ขายและไม่ผิดกฎหมาย เพราะชื่อ Honba ไม่ใช่ Honda ซักหน่อย

สำหรับประเทศเวียดนาม ผมมองว่ามีจุดเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์ แต่จุดอ่อนของเวียดนาม คือ ภูมิประเทศ เนื่องจากเวียดนามจะมีพายุไต้ฝุ่นเข้าบ่อยมาก และภูมิประเทศที่ยาวทำให้การขนส่งสินค้าในประเทศทำได้ลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองว่าเวียดนามจะน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เนื่องจากญี่ปุ่นเองก็มีปัญหาเรื่องภัยธรรมชาติและภูมิประเทศเป็นเกาะเช่นกัน ทรัพยากรมนุษย์สำคัญกว่าครับ
ผมยังเชื่อว่าประเทศไทยยังพอจะมีที่ว่างในระบบเศรษฐกิจโลกอยู่ เนื่องจากคนไทยไม่ชอบเป็นผู้ประกอบการเท่าคนจีน รักสงบ ไม่ตุกติกนัก รวมทั้งเป็นประเทศเดียวในเอเชียแถบตะวันออกที่เป็นมิตรกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงไม่มีความบาดหมางใจกัน รวมทั้งวัฒนธรรม อาหารการกินก็เข้ากันได้ ผมเชื่อว่าคนญี่ปุ่นน่าจะชอบอาหารไทยมากกว่าอาหารพื้นเมืองของมาเลเซีย ดังนั้นบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่วางใจให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตในอันดับต้นๆ และน่าจะรองจากจีนเท่านั้น เศรษฐกิจไทยในอนาคตก็น่าจะพึ่งพาการย้ายฐานการผลิตและลงทุนเพิ่มของญึ่ปุ่นมากพอสมควรในอนาคต
เมื่อเรายังพอจะมีความหวังอยู่ ดังนั้นผมยังมองว่าเศรษฐกิจไทยยังพอไปได้ เพียงแต่เราอย่าหวังว่า GDP จะต้องโตปีละ 8-9% เราคงจะโตได้ซัก 4-5% ซึ่งผมก็ยังมองว่าเป็นระดับที่ไม่เลวร้ายเกินไปนัก ข้อดีอย่างหนึ่งของการที่ GDP เราโตต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างจีนก็คือ ธุรกิจไทยจะไม่เจอการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างชาตินัก บริษัทใหญ่ๆ หลายบริษัทก็เมินการลงทุนในประเทศไทย เช่น Walmart Home Depot Best buy และก็มีที่ถอนตัวออกไปแล้ว เช่น Orange เพราะเค้ามองว่าตลาดในประเทศไทยเล็กไปสู้ไป focus ที่จีนดีกว่า ทำให้สภาพการแข่งขันของธุรกิจหลายอย่างอยู่ในภาวะผู้แข่งขันน้อยราย หรือ Oligopoly ซึ่งเป็นผลดีกับผู้ประกอบการครับ

ผมชอบเศรษฐกิจที่เติบโต 4-5% ต่อปี มากกว่าที่จะโต 10% หรือ 0% ครับ เพราะเป็นระดับที่กำลังดี ไม่ตกต่ำ และไม่ทำให้เกิดภาวะฟองสบู่จนทำให้เกิดการเก็งกำไรหรือการลงทุนเพิ่มของผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมหาศาลจนทำให้ท้ายสุดเศรษฐกิจอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตได้

แต่การที่เศรษฐกิจจะโต 4-5% นั้น แน่นอนครับ ตลาดหุ้นคงจะไม่ได้ขึ้นมากๆ เราคงจะต้องเลือกหุ้นที่เติบโตสูงกว่าระบบเศรษฐกิจครับ และในภาวะเงินเฟ้อที่ค่อนข้างจะสูงอย่างนี้ เราจะต้องเลือกหุ้นที่สามารถผลักภาระด้านต้นทุนในกับผู้บริโภคได้อีกด้วยครับ
ดังนั้น คำขวัญหลักของผมในการลงทุนปีหน้านี้คือ ต้องโตเร็วกว่าเศรษฐกิจและผลักภาระต้นทุนได้ ครับ

หากสังเกตผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ จะเห็นว่าหลายๆ บริษัทได้ประสบปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และส่งผลให้กำไรลดลง หลายบริษัทพลิกจากกำไรเป็นขาดทุน ด้วยเหตุผลที่บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นในภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แร่ธาตุ ยังแพงอย่างนี้ ผมคงยังไม่สนใจบริษัทเหล่านี้นักเพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าบริษัทเหล่านี้จะกลับมาทำกำไรได้ดีในปีหน้า

หากไม่ดูเรื่อง valuation หรือ P/E เลย ผมเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจที่จะรักษาความสามารถในการทำกำไรและมีการเติบโตของกำไรให้เห็นในปีหน้าได้ก็พอจะมีดังนี้ครับ

1 กลุ่มค้าปลีก
2 กลุ่มโรงพยาบาล
3 กลุ่มโรงแรม
4 กลุ่มร้านอาหาร
5 กลุ่มธุรกิจที่มีรายได้จากการให้เช่า เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงงาน อาคารสำนักงาน
6 กลุ่มประกัน ( บางบริษัทโดยเฉพาะบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่และบริษัทประกันชีวิต )
7 หุ้นสาธารณูปโภคบางตัว เช่น ทางด่วน หรือโรงไฟฟ้า ก็น่าจะรักษาผลกำไรได้ในระดับหนึ่งแม้ว่ากำไรจะไม่เติบโตนัก

อย่างไรก็ตาม หากดูในแง่ valuation แล้ว จะเห็นได้ว่าราคาหุ้นของหุ้นบางตัวใน 1-7 กลุ่มดังกล่าว ได้ปรับขึ้นมาพอสมควรสะท้อนความน่าสนใจในการลงทุนและความแข็งแกร่งของกิจการแล้ว ดังนั้น หุ้นที่แข็งแกร่งบางตัวตอนนี้อาจะเป็นบริษัทเกรด A แต่อาจจะยังไม่น่าสนใจที่จะลงทุน ณ ราคาปัจจุบันก็ได้ครับ ถ้าผมมีเงินมากพอ ผมเองก็คงจะไม่ซื้อ Benz E-class รุ่นใหม่ในราคาปัจจุบันครับ แม้ว่าผมเชื่อว่ามันดี แต่ราคาขายก็สะท้อนคุณภาพไปหมดแล้ว แต่หากใครจะมาขาย e-class ในราคา 50% ของราคาตลาด ถ้าตอนนั้นผมมีเงินพอ ผมก็อาจจะสนใจครับ

ผมเชื่อว่าหุ้น 7 กลุ่มนี้ หากมีอยู่และ p/e ไม่แพงไป ก็น่าจะถือลงทุนไปได้อย่างสบายใจครับ ( ยกเว้นบางตัวที่อาจจะแพงเกินไป ) และน่าจะพิจารณาเลือกหุ้นบางตัวที่ยังไม่แพงเกินไปนักสำหรับการลงทุนครับ

สำหรับกลุ่มที่ควรจะใช้ความระมัดระวังในการลงทุน และข้อคิดต่างๆ นะครับ
1. หุ้นที่กำลังจะใช้ผลขาดทุนสะสมทางภาษีหมด และจะต้องเริ่มเสียภาษีในปีหน้า
2. หุ้นที่เป็นผู้ผลิตที่ลูกค้ามีขนาดใหญ่กว่าตนเองมากๆ ซึ่งหุ้นเหล่านี้อาจจะมีอำนาจต่อรองต่ำ
3. หุ้นที่ราคาวัตถุดิบมีความผันผวนมากๆ และมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้หลายๆ อย่าง เช่น โรคระบาด ภัยแล้ง
4. หุ้นที่มีข่าวว่าจะเป็นหุ้น turnaround ผมเชื่อว่าหุ้น turn around จริงๆ ได้ฟื้นกันหมดตั้งแต่ปี 2544-2546 แล้ว
5. Sector ที่มีการ IPO มากๆ ในปีนั้นๆ มักจะเป็นกลุ่มที่ underperform ในปีต่อๆ ไป เพราะในทางเศรษฐศาสตร์อธิบายได้ว่าเมื่อมี capital หรือทุน เข้าไปใน sector ใดมากๆ ก็จะทำให้เกิด excess capital หรือเงินทุนส่วนเกิน ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนของ capital ทั้งระบบลดลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2547 หุ้น IPO เป็นอสังหาฯ และวัสดุก่อสร้างเยอะมาก ปี 2548 ต้นปีหุ้น IPO เป็น ยานยนต์ เยอะมาก

ปีหน้าผมมองว่าน่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ดีสำหรับหุ้นค้าปลีกครับ ตัวที่ผมคิดว่าหากเทียบศักยภาพของธุรกิจและราคาในปัจจุบันก็น่าจะเป็น IT ( IT City ) และ BIGC ครับ คงจะเล่ารายละเอียดในกระทู้ต่อไปครับ แต่ระหว่างนี้หากเพื่อนๆ สนใจก็ช่วยกันหาข้อมูลและมาแลกเปลี่ยนกันก็จะดีมากเลยครับ

ส่วน TICON มุมมองก็ยังเหมือนเดิมครับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ

ส่วนระหว่างครึ่งปีแรกหากมีหุ้นน่าสนใจเพิ่มเติมผมอาจจะเข้าไปเล่าในกระทู้ ค้นฟ้าคว้าดาว ข้างบนครับ

การลงทุนในหุ้นก็เป็นสิ่งที่น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าการฝากเงินในระยะยาวครับ แต่มันก็ไม่ใช่ผลตอบแทนที่จะได้มาโดยง่ายครับ ก็ต้องศึกษา หาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอครับ ต้องคิดเร็ว ทำเร็วกว่าคนอื่นอย่างน้อย 1 ก้าวเสมอครับ หากทำอะไรพร้อมคนอื่น รู้พร้อมคนอื่น หรือคิดเหมือนกับที่ตลาดคิด โอกาสขาดทุนจะมากกว่ากำไรครับ

ผมก็มองว่าปีหน้าก็จะเป็นอีกปีที่ยากลำบากเหมือน 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ครับ ดังนั้นการเลือกหุ้นให้ถูกตัวก็ยังเป็นสิ่งสำคัญครับ แต่หากมันจะเป็นปีที่ดีของตลาดรวมก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ครับ อย่างน้อยเราระมัดระวังไว้ก่อนน่าจะดีกว่าครับ ยังไงก็ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดี ประสบความสำเร็จในการลงทุน และมีสุขภาพแข็งแรงครับ แล้วจะ update กันอีกครั้งในครึ่งหลังของปีหน้าหรือเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญครับ


คุณภาพของกำไร : คเชนทร์ เบญจกุล (Invisible Hand)

เพื่อนๆหลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า หุ้นบางตัวทำไม p/e ต่ำมาก แต่เมื่อซื้อไปแล้ว ราคาหุ้นก็ไม่ไปไหน บางตัวอาจจะต่ำกว่าพื้นฐานจริงๆ แต่หลายๆตัวอาจจะซื้อขายอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมแล้ว เพราะตัวที่กำหนด p/e ปัจจัยหนึ่งคือ “ คุณภาพของกำไร ” ครับ

คุณภาพของกำไรจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้ครับ

1. แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่งหรือชั่วครั้งชั่วคราว และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ เช่น บางปีกำไรน้อย บางปีกำไรมาก หรือบางปีขาดทุน บางปีกำไร หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง เช่น หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นสัดส่วนสูงในการผลิต หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราคาวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ หรือโรคระบาด หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพของกำไรต่ำครับ

ส่วนหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูง คือหุ้นที่มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่องของกำไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรสามารถเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่มีความนิยมในตัวแบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์สูงและลูกค้ามักจะมีการซื้อซ้ำ หรือมีต้นทุนในการ switching ไปใช้สินค้าคู่แข่งสูง นอกจากนี้ยังรวมถึงหุ้นที่มีฐานรายได้มั่นคงจากการให้เช่า ซึ่งหมายความว่าหากลูกค้าเดิมยังอยู่ รายได้ในปีนี้จะเป็นฐานของปีต่อไป และหากมีลูกค้าเพิ่มหรือมีการขยาย ก็จะทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้นไปตลอด

2. รูปแบบการรับรู้รายได้ หุ้นบางตัวมีการเพิ่มขึ้นของรายได้และกำไรสูง แต่รายได้ทั้งหมดเป็นลูกหนี้การค้า คือ ให้เครดิตกับลูกค้า หุ้นประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพของกำไรต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากระยะเวลาที่ให้เครดิตกับลูกค้านานกว่าระยะเวลาการได้รับเครดิตจากเจ้าหนี้การค้าด้วย (A/R day ต่ำว่า A/P day) หุ้นประเภทเหล่านี้เวลารายได้เพิ่มขึ้นจะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูง และมีความเสี่ยงจากการเกิดหนี้สูญในอนาคตด้วย นอกจากนี้ หากหุ้นดังกล่าวมี net margin คืออัตรากำไรเทียบยอดขายต่ำ ก็จะยิ่งทำให้คุณภาพของกำไรแย่ลงไปอีก เนื่องจากแสดงว่าการจะได้มาซึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 1 บาท จะต้องใช้ยอดขายเพิ่มจำนวนมาก ซึ่งต้องหมายความว่าจะใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงกว่าหุ้นที่มี net margin สูง

หุ้นที่มีการรับค่าสินค้าและบริการเป็นเงินสด หรือจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น จากผู้ให้บริการบัตรเครดิต จะเป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงกว่า

3. หุ้นที่ต้องการใช้เงินลงทุนสูงในการเพิ่มกำไร ธุรกิจบางประเภทหากต้องการเพิ่มกำไร จะต้องมีการลงทุนใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้กำไรที่ได้ในปีปัจจุบันจะต้องถูกเก็บไว้สำหรับลงทุนใหม่ๆตลอดเวลาเพื่อเพิ่มยอดขาย หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่เรียกว่า capital intensive ถือว่ามีแนวโน้มของคุณภาพกำไรที่ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นธุรกิจที่การขยายโครงการให้ผลตอบแทนโดยวัดจาก IRR หรือ ROA ไม่สูงนัก เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำ ก็จะทำให้ต้องใช้เงินทุนสูงในการสร้างกำไรที่เพิ่มขึ้น 1 หน่วย หุ้นดังกล่าวมักจะต้องมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นเพื่อที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้นหุ้นประเภทนี้ หากรายได้ลดลงเมื่อไหร่ กำไรจะลงเร็วมาก เพราะต้นทุนคงที่ที่เพิ่มขึ้นไปแล้วจะไม่ลดลง หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะต้องมีเงินกู้ระดับสูงตลอดเวลา จึงทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูง นอกจากนี้จะส่งผลต่ออัตราการจ่ายเงินปันผลด้วย กล่าวคือ หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะมี p/e ต่ำ แต่มี dividend yield ต่ำเช่นกัน หุ้นประเภทดังกล่าวมักจะเป็นหุ้นโรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าที่ไม่มีแบรนด์ของตัวเอง

หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรที่ต่ำมากไปอีกคือ หุ้นที่จะต้องมีการลงทุนตลอดเวลาเพื่อรักษารายได้และกำไรให้คงที่ หุ้นประเภทนี้มักจะเป็นหุ้นที่กระบวนการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้นหุ้นประเภทดังกล่าวนอกจากกำไรจะแทบไม่เพิ่มแล้ว ปันผลก็จะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการลงทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทันอีกด้วย

หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า หุ้นธนาคาร ก็เป็นหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ ปัจจุบันธนาคารมีต้นทุนเงินฝาก 2% โดยประมาณ และปล่อยกู้ได้เฉลี่ย 6% ดังนั้นผลตอบแทนของสินทรัพย์หลังหักค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 3% ดังนั้น การที่ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 3 บาท จะต้องเพิ่มสินทรัพย์ถึง 100 บาท โดยสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงด้วยเพราะเป็นลูกหนี้ธนาคาร ดังนั้นก็เท่ากับว่าหากลูกหนี้ 100 บาท ที่เพิ่มมานั้น สามารถชำระได้เพียง 50 บาท ก็เท่ากับว่า ธนาคารต้องทำงานเพื่อชดเชยเงินให้กู้ที่หายไปถึง 16 ปี

หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรสูงคือ หุ้นที่สามารถเพิ่มรายได้และกำไร โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มหรือลงทุนค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น

ข้อสังเกตของหุ้นที่มีคุณภาพของกำไรต่ำก็คือ แม้ว่า p/e จะต่ำ แต่ก็จะมีอัตราการจ่ายปันผลที่ต่ำ และจำนวนหนี้สินไม่ลดลง หรือเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และท้ายสุดอาจจะต้องเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาขยายกิจการ และหุ้นทึ่มีคุณภาพของกำไรต่ำ หลายบริษัทไม่สามารถยืนได้ในระยะยาวๆ วันหนึ่งมักจะพบกับปัญหาต่างๆ เช่น หนี้สูญ ภาวะถดถอยของธุรกิจที่ทำให้ต้องมีปัญหาด้านการชำระเงินกู้ หรือการลดลงของรายได้หรือกำไรอย่างรวดเร็วที่เกิดจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาวัตถุดิบ ปัจจัยด้านธรรมชาติหรือโรคระบาดต่างๆ ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของกำไร ยังมีประเด็นปลีกย่อยอยู่บ้าง และผมอาจจะเสริมอีกที หวังว่ากระทู้นี้คงจะเป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมหุ้นบางตัว p/e ต่ำแต่ไม่น่าซื้อ หรือหุ้นบางตัว p/e สูง แต่ทำไมยังขึ้นไปอีกเรื่อยๆครับ

วันอังคาร, สิงหาคม 31, 2553

Inactive investor

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ตัวเองรู้สึกว่าเฉี่อยชาหรือขี้เกียจกับการหาหุ้นลงทุนเหลือเกิน
คงเป็นเพราะปัจจัยหลายๆอย่างคือ

1) งานประจำที่ชุกมาก
2) หุ้นที่ถืออยู่ราคายังไม่ถึงเป้าหมาย เลยไม่รู้จะขายทำไม
3) หุ้นที่สนใจเมื่อเทียบมูลค่ากระแสเงินสดเฉลี่ยในอดีตกับ Market cap ยังไม่มีตัวไหนน่าดึงดูด
4) ข้อนี้สำคัญที่สุด คือไม่มีตังค์ลงทุน...ฮ่า

เลยขอขึ้นต้นบทความว่า Inactive investor หรือนักลงทุนผู้เฉี่อยชา..

ช่วงนี้เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองตอนนี้เนื่องจาก 4 ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น แต่ปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นที่ว่า ตอนนี้หาหุ้นที่มีกระแสเงินสดอิสระงามๆแต่ราคาถูกๆแทบไม่เจอ

แตกต่างจากตอนหาหุ้นเมื่อช่วงเดือนเมษากันลิบลับ

ผมว่าบางครั้งการอยู่เฉยๆเพื่อรอมูลค่าของหุ้นที่เราลงทุนงอกงามออกมา ก็เป็นความสุขเล็กๆอย่างนึงเหมือนกันนะครับ เมื่อเรารู้ตัวว่าเวลาของเราไม่ได้มี full time เหมือนนักลงทุนมืออาชีพ ดังนั้น scope ความรู้ของหุ้นเราก็จะต้องแคบลงมาด้วยเหมือนกัน

และหากต้องการผลตอบแทนที่สูงๆ แน่นอนว่าการซื้อโดยคำนึงถึงส่วนต่างที่เผื่อมากๆนั้น อาจจะหาไม่ได้ในช่วงเวลาแบบนี้

ดังนั้น บทสรุปของผมก็คือ ในช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังสนุกสนานและเพลิดเพลินกับตลาดหุ้นที่ขึ้นเอาๆ Inactive investor อย่างผมก็คงทำได้แค่สะสมเงินทุนเพื่อรอช่วงเวลาที่มี MOS ที่เพียงพอ และคอยมองดูหุ้นที่เราลงทุนแต่ยังไม่ถึงมูลค่าตามเป้าหมายเติบโตทีละน้อยๆอย่างมีความสุข

วันพุธ, มิถุนายน 16, 2553

TR หุ้นสองบุคลิก

หุ้น TR หรือบริษัทไทยเรยอน เป็นหุ้นที่ผมชื่นชอบมากในแง่ของการ "หาเงิน" แต่ก็เป็นหุ้นที่ผมไม่ชอบมากอีกเหมือนกันในแง่ของการ "ใช้เงิน"

ในด้านการ "หาเงิน" model ของ TR จัดได้ว่าเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง เป็นเจ้าเดียวในประเทศที่ผลิตเส้นใยเรยอน เมื่อครั้งไปดูโรงงานก็พบว่ามีการบริหารจัดการที่ดี ผู้บริหารดูมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาและพยายามลดต้นทุน

ในด้านการ "ใช้เงิน" สามารถแบ่งเป็นสองส่วนคือ
ส่วนการใช้เงินลงทุนเครื่องจักรเพื่อแทนเครื่องเก่าหรือสร้าง line การผลิตใหม่และ
ส่วนที่สองคือการลงทุนไปยังบริษัทในเครือ

ประเด็นแรกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและเป็นการทดแทนเครื่องจักรเก่า ซึ่งมีแต่จะทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากรายได้ของไลน์ใหม่และต้นทุนที่ประหยัดจากเครื่องจักรใหม่

แต่ประเด็นที่สองนับว่าเป็นจุดบอดที่ทำให้ผมคิดว่าการลงทุนใน TR อาจจะไม่คุ้มค่า (หรือต้องต่อราคามากหน่อย) ก็เพราะว่าการเอาเงินไปลงทุนในบริษัทในเครือที่สูญเปล่าโดยไม่มีอะไรตอบแทนกลับมาเป็นเงินสดนอกเสียจากสิ่งที่เรียกว่า "ส่วนแบ่งกำไร" ทางบัญชี

ยกเว้นการลงทุนใน TCB เพียงตัวเดียวที่ดูดีมี return on investment มากกว่า 10% จากเงินปันผล นอกนั้นการลงทุนในบริษัทอื่นๆดูเหมือนจะเป็น conflict of interest ระหว่างผู้ถือหุ้นใหญ่กับผู้ถือหุ้นรายย่อย
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สามารถขยายกิจการในต่างประเทศอย่างง่ายดาย โดยการใช้กระแสเงินสดที่ TR สร้างขึ้นมาไปซื้อหุ้น ในขณะที่หนทางในการนำเงินจากธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยตรงจากตลาดหลักทรัพย์ สามารถจ่ายผ่านช่องทางอื่นๆได้ง่ายๆ เช่น ค่า Management fee หรือ Royalty fee
ตรงนี้เป็นสิ่งที่รายย่อยไม่สามารถเข้าถึงและเผลอๆ ชาตินี้ทั้งชาติอาจจะไม่ได้เห็นอะไรกลับมาจากการลงทุนในบริษัทย่อย นอกเสียจาก "ส่วนแบ่งกำไร" ทางบัญชี

ปล. สัดส่วนเงินลงทุนในบริษัทย่อยของ TR ในงบดุลแทบจะมีสัดส่วนเกือบ 50% ของสินทรัพย์รวมเข้าไปแล้ว

ต่อไปนี้เป็น comment ที่ผมเคย post ในกระทู้ร้อยคนร้อยหุ้นของหุ้น TR เมื่อวันที่ 28 Nov 2009 ระหว่างรองบปีออกครับ


EPS คงจะผันผวนน้อยลงนะครับ มีสาเหตุหลักคือ

1) เดือนตุลาคม 2552 มีการเปลี่ยนนโยบายการคิดต้นทุนวัตถุดิบจาก FIFO เป็น Moving avg.

2) นโยบายการขายของและการสั่งวัตถุดิบที่ match กันจาก Annual report (แต่ข้อนี้มีอยู่ก่อนแล้ว)

3) Trend ในอดีตที่ราคาขายกับราคาวัตถุดิบหลักมักไปด้วยกัน (แต่ให้ผลที่ดีมากกว่าถ้าราคาขายขึ้น ถึงแม้ต้นทุนจะขึ้นด้วยก็ตาม)

4) ถ้าในอนาคต Modal ที่มีส่วนต่างกำไรสูงกว่า สามารถเพิ่มสัดส่วนได้อย่างต่อเนื่อง (จะช่วยไป offset ในกรณีที่เป็น trend ราคา rayon --> Price variance ไม่ดีแต่ Mixed variance ดี)

แต่แปลกดีจังครับ TR นี่

กำไรต่ำกว่าปีที่แล้วตั้งเยอะ

แต่ Free cash flow กลับสูงสุดในรอบ 4 ปี

และคิดว่าจะทำ New high ในปีหน้าและปีหน้าๆจากการที่ราคาขายสูงขึ้นหนึ่งเด้งและการลงทุนที่ลดลง 1 เด้ง (ปีนี้ลงทุนแค่ 60% ของค่าเสื่อมเอง)

Operating cash flow ก็ไม่สะทกสะท้าน

เห็นทีใครว่า TR เป็น cyclical stock นี่ คงใช้ไม่ได้ถ้ามองในมุมของกระแสเงินสด
(รึเปล่า)

แต่ก็มีข้อเสียหลายข้อนะครับเจ้า TR นี่

1) Working capital สูงประมาณ 20% ของยอดขายทำให้กระแสเงินสดที่ได้จากการเติบโตถูกสะกัดดาวรุ่งด้วยการเพิ่มขึ้นของ Working capital ซึ่งท้ายสุดก็เป็นสาเหตุ classic ที่จะตอบผู้ถือหุ้นว่าต้องสำรองเงินไว้ใช้ จึงไม่สามารถจ่ายเงินปันผลสูงๆได้ ซึงสาเหตุมาจากการสั่งซื้อวัตถุดิบเก็บ stock 2 เดือนแต่จ่ายเงินให้เจ้าหนี้ 2 สัปดาห์และให้ลูกหนี้ชำระเงินยาวนานถึงเดือนครึ่ง (ทั้งๆที่เป็นผู้ขาย Rayon เจ้าเดียวในประเทศและมีสัดส่วนยอดขายในประเทศกว่าครึ่งของยอดขายรวม)

2) ค่าใช้จ่ายในการสร้างสัมพันธ์และประกันอนาคตสูง ถึงสูงมาก เพราะท่านเล่นเอาทรัพย์สินที่มีมูลค่าเกือบครึ่งนึงของ asset ไปประกันลูกพี่อินโด (อันนี้ยากจะยอมรับ dividend ต่อเงินลงทุนยังกะฝากแบงค์), ประกันเชื้อเพลิงจากเจ้าดำ (แต่อันนี้พอรับได้เพราะ dividend ดี) และตัวแสบสุดๆก็บริษัทที่มีชื่อคล้ายๆกับบริษัทแม่ที่แม้แต่ dividend ก็ยังไม่ได้รับซักบาท (แถมไม่รู้ด้วยว่าเจ้านี่ช่วยอะไรให้ TR บ้าง) และล่าสุดประกันอนาคตอย่างไกลที่จีนและลาว

เหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินปันผล TR ไม่ไปไหนซักที

ไม่ทราบว่าวิเคราะห์ถูกหรือผิดอย่างไร โปรดชี้แนะด้วยครับ

ปล. ยังสงสัยอยู่ว่าหากพี่ท่านจะขายหุ้นอินโดที่เป็นลูกค้าออกไป เค้าจะไม่ซื้อกับ TR รึเปล่า หรือหากพี่ท่านขายหุ้นบริษัทที่ชื่อคล้ายๆแม่ออกไป จะส่งผลอะไรกับ TR บ้าง เพราะข้อตกลงการซื้อขายก็เป็นไปตามราคาตลาดอยู่ดี

ผมชอบมากกว่าหากผู้บริหารไม่ลงทุนแบบซื้อหุ้นบริษัทร่วม แต่ควบรวมเป็นบริษัทเดียวกัน แต่ต่างสาขาน่ะครับ (อันนี้ผมคิดเองเล่นๆ ไม่ทราบว่าเป็นไปได้รึเปล่า)

เพราะการถือหุ้นบริษัทร่วม สิ่งที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ก็คือกำไรทางบัญชีที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาเป็นเงินสดถึงมือเราเมื่อไหร่ นอกจากจะมีปันผลที่เหมาะสมเช่น TCB โดยกระแสของเงินจะเป็นแนวนี้

TR --> สร้างเงินสด --> เอาไปลงทุนในบริษัทร่วมโดยการถือหุ้นเพิ่ม --> ผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมก่อนหน้าซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เงินเข้าเป๋า หรือนำไปขยายกิจการต่อไปเรื่อยๆ --> บริษัทร่วมเติบโตมีกำไร --> แสดงในส่วนแบ่งกำไรในงบ TR --> พอโตจนได้ที่ แทนที่จะจ่ายปันผล บริษัทแม่กลับสร้างกิจการใหม่ขึ้นมา --> บริษัทร่วมของเรานี้ก็เอาไปลงทุนต่อในบริษัทร่วมใหม่นั้น --> ไม่รู้จบ


จนกว่าจะมีกรณีแบบ TCB คือได้เป็นงินปันผลคืนกลับมา ไม่เช่นนั้น ก็เหมือนกับการลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้บริษัทแม่เท่านั้นล่ะครับ ในขณะที่ผู้ถือหุ้น TR ได้เพียงกำไรทางบัญชีที่ไม่มีวันจะกลับมาเป็นเงินสด หากบริษัทแม่ยังสร้างบริษัทใหม่และใช้เงินทุนจากบริษัทร่วมด้วยกัน แทนที่จะระดมทุนจากแหล่งอื่นๆ

ผลก็คือ wealth ของผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ถูกโอนอย่างละม่อม ทีละน้อย ทีละน้อย ไปที่บริษัทแม่ โดยบริษัทแม่ไม่จำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่เลย (มองในแง่ร้ายไปรึเปล่า)

จนกว่าซักวันหนึ่ง (ไม่รู้ว่ากี่สิบปีหรือกี่ร้อยปี) ที่บริษัทแม่จะหยุดการเติบโตหรือหยุดกิจการแล้วจ่ายเงินปันผลกลับมา

ในขณะที่การ take over มาเป็นบริษัทเดียวกันแบบ vertical integration จะทำให้สร้างมูลค่าได้โดยตรง เพราะช่วยลดต้นทุน (ปัจจุบันบริษัทยังต้องซื้อจากบริษัทร่วมในราคาตลาด) หรือเพิ่มรายได้ทางตรง ซึ่งผลออกมาก็จะเป็นเงินสดที่ได้ใน TR เองดัง flow นี้

TR --> สร้างเงินสด --> ลงทุนสร้างโรงงานผลิตเยื่อหรืออื่นๆโดยเป็นชื่อตัวเอง --> ต้นทุนลดลง --> กำไรเงินสดสูงขึ้น --> เงินสดสูงจนล้น --> ปันผลออกมา --> เงินที่เหลือไปหาที่ลงทุนต่อ --> ต้นทุนต่ำลงอีกหรือรายได้เพิ่มขึ้นอีก --> เงินสดสูงขึ้น --> เพิ่มปันผลอีก

จะเกิดอะไรขึ้นครับ หากบริษัทร่วมที่ลาวที่เพิ่งปลูกต้นไม้มีกำไรแต่ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆโดยไม่มีการจ่ายปันผลกลับมาเป็นเวลาหลายๆปี ซึ่งเค้าเองสามารถโตได้ด้วยการเพิ่มทุนจากเงิน TR ที่คอยซื้อหุ้นเพิ่มเรื่อยๆ ทุกปีๆ

คำตอบก็คือ เงินสดหรือกำไรใน Retain earning ของ TR จะเป็นแหล่งเงินทุนชั้นดีให้บริษัทร่วม และจะแสดงให้เห็นในงบดุลเงินลงทุนของบริษัทร่วมที่โตเอาๆ แต่กลับไม่มีเงินปันผลตอบแทนกลับมาเลย โดยกำไรทางบัญชีส่วนหนึ่งจะได้มาจากส่วนแบ่งเหล่านี้ (ในขณะที่ปันผลยังต่ำเตี้ยเหมือนเดิม เพราะต้องคอยเอาเงินไปป้อนให้บริษัทร่วม) สังเกตได้จากกำไรทางบัญชีสูงขึ้นเรื่อยๆจากส่วนแบ่งบริษัทร่วม แต่เงินสดอิสระยังเท่าเดิม

ในขณะที่การที่บริษัท TR ไปเป็นคนปลูกป่าที่ลาวเอง จะให้ผลที่แตกต่างกัน นั่นคือกำไร TR จะสูงขึ้นเนื่องจากได้ต้นทุนที่ถูก ผลตอบแทนจะได้กลับมาเป็นเงินสดที่สูงขึ้นในงบดุล ไม่ใช่ เงินลงทุนในบริษัทร่วม และแน่นอนว่า เงินสดเหล่านี้จะกลับมาตอบแทนกลับให้ผู้ถือหุ้น TR โดยตรงในรูปแบบเงินปันผล

นี่อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่การประเมินมูลค่ากิจการ ควรประเมินจากกระแสเงินสดอิสระ ไม่ใช่กำไรทางบัญชีที่สามารถโยกย้ายถ่ายเทให้สวยหรูโดยที่นักลงทุนรายย่อยไม่รู้ตัว

ผิดถูกอย่างไร ชี้แนะด้วยครับ

อ้อ อีกวิธีหนึ่งที่ผมคิดว่าบริษัทจะสามารถถ่ายเทเงินสดแบบเนียนๆไปให้บริษัทร่วมก็คือการซื้อขายโดยกำหนด term การชำระเงินครับ

เช่น ถ้า TR ต้องซื้อเยื่อกระดาษจากบริษัทที่แคนาดา แต่เนื่องจากน้องแคนาดากำลังเติบโตและต้องการเงินสดไปลงทุนต่อเนื่อง จึงขอให้ TR จ่ายเงินให้เร็วๆหน่อย จากเดิมที่ถ้าซื้อที่อื่น TR จะจ่ายเงินภายใน 60 วัน พอเป็นน้องแคปุ๊บ บริษัทใจดี 7 วันก็โอนเงินให้เลย งานนี้น้องแคสบายเพราะไม่ต้องกู้เงินเพิ่มซักนิด

คนที่ทำธุรกิจจะรู้ซึ้งดีถึงเจ้าตัว working capital ว่าสำคัญต่อการเติบโตขนาดไหน การที่ TR ยอมจ่ายเงินให้น้องแคเร็ว จะทำให้บริษัทต้องอั้นเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อมาหมุน ส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้มากเท่าที่ควร

หรือถ้าน้องอินโดที่เป็นลูกค้า TR บอกว่า เค้าต้องการเงินหมุนเวียนเพิ่มขอให้ยืดระยะเวลาชำระหนี้จากปกติ 30 วันเป็น 60 วัน ก็จะส่งผลให้ TR ต้องอั้นเงินไว้อีกก้อน เพราะเงินไหลเข้ามาช้าลง

การที่บริษัทมี % working capital สุงๆจะทำให้เป็นอุปสรรคอย่างมากในการเติบโต เพราะยิ่งโต จะยิ่งต้องการเงินหมุนมากขึ้น

ผิดถูกอย่างไร รบกวนชี้แนะด้วยครับ

ปล. ผมมีหุ้นนิดนึงนะครับ ไม่อยากให้รีบซื้อกันจนราคาสูงเกินไป

วันอังคาร, มิถุนายน 15, 2553

การประเมินมูลค่าหุ้นสไตล์ doodeemak

หลังจากทนเสียงเรียกร้องอันล้นหลาม(ของตัวเอง) ไม่ไหว วันนี้จึงได้ลองเขียนบทความการประเมินมูลค่าหุ้นสไตล์ doodeemak ซักทีนะครับ

จากการอ่านหนังสือบ้าง (ไม่อ่านบ้าง) จากบทความต่างๆบ้าง พบว่าวิธีการประเมินมูลค่าหุ้นนั้นมีมากมายหลายวิธี (แล้วมรึงจะพูดทำไมฟะ) แต่โดยหลักๆแล้ว น่าจะสามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆได้ดังนี้

1) วิธีเปรียบเทียบกำไรกับชาวบ้านและตัวเองในอดีตกับราคาในตลาด
นั่นคือ ดูว่ากำไรที่บริษัทได้สร้างขึ้นมา เมื่อเทียบกับราคาในปัจจุบันแล้วถูกหรือแพง ซึ่งก็คือ P/E ratio นั่นเอง
ตัวอย่างเช่น บริษัท กอไก่ มีกำไร 10 บาทต่อปี มีมูลค่าตลาดรวม 100 บาท อย่างนี้ก็จะได้ P/E = 100/10 ก็คือ 10 เท่า
หากเปรียบเทียบกับ P/E ในอดีตของบริษัทในปีก่อนๆ บริษัทเคยมี P/E อยู่ที่ประมาณ 15-20 เท่า อย่างนี้ก็แสดงว่าหุ้นบริษัทนี้ถูก
แต่วิธีนี้จะต้องระวังคือกำไรที่นำมา ควรจะเป็น "กำไรที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต" ดังนั้นในกรณีหุ้นที่เป็นวัฎจักร ถ้าหากเราไปหลงซื้อตอนที่ PE ต่ำๆโดยคิดว่ามันถูก โดยหารู้ไม่ว่า มันถูกเพราะกำไรที่สูงเกินจริงในอดีต ทีนี้พอกำไรในอนาคตมันตกลง ก็กลับกลายเป็นว่า PE กระโดดขึ้นสูงไปมากและอาจจะทำให้ราคาตกลงในที่สุด
ทั้งนี้เราอาจเปรียบเทียบ P/E กับอุตสาหกรรมหรือบริษัทใกล้เคียงได้ตามความพอใจ (แต่จะยากซักหน่อย เพราะตลาดให้ PE ที่ควรจะเป็นของบริษัทแตกต่างกัน ตามโอกาสของการเติบโตของกำไรที่แตกต่างกัน)

ดังนั้น วิธีการประเมินมูลค่าหุ้นโดยการใช้ PE ratio ก็คือการเอา PE ที่เหมาะสมของบริษัทนั้นๆ คูณด้วยกำไรต่อหุ้นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคูณด้วย safety factor หรือ margin of safety เช่น อาจจะเผื่อความผิดพลาดไว้ 30% ก็คูณด้วย 0.7 เป็นต้น

วิธีนี้มีข้อดีคือ เข้าใจง่ายแต่ก็มีข้อควรระวังคือ
- PE ที่เหมาะสมนั้น อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและความคาดหวังของตลาดต่ออนาคตของบริษัท
- กำไรที่ประมาณการนั้นต้องใช้ forward PE หรือกำไรในอนาคต ซึ่งควรจะเป็นกำไรที่เราสามารถล่วงรู้ได้ก่อนที่ราคาในตลาดจะตอบสนอง

2) วิธีเปรียบเทียบมูลค่าผู้ถือหุ้นทางบัญชีกับราคาในตลาด
คล้ายกับ PE แต่จะเป็นการมองมูลค่าส่วนผู้ถือหุ้นแทนกำไรหรือก็คือ P/BV (Price to Book value) โดยข้อแตกต่างจาก PE ratio ที่เห็นได้ชัดคือราคาที่ประเมินได้ จะอิงจากสินทรัพย์เป็นหลักซึ่งมีข้อดีคือมีความแน่นอนสูงไม่เหมือนกับกำไร แต่มีข้อเสียคือ การประเมินมูลค่า book value หรือส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น ควรจะต้องมีการปรับปรุงสินทรัพย์ให้เป็นมูลค่าที่แท้จริง และถึงแม้ P/BV จะต่ำแต่หากผู้บริหารไม่คิดจะขายสินทรัพย์หรือนำสินทรัพย์ไปก่อให้เกิดประโยชน์ มูลค่าหรือราคาของหุ้นก็อาจจะยังคงไม่ไปไหน ส่วนวิธีการประเมินมูลค่าหุ้น ก็เลียนแบบ PE เลยครับนั่นคือดูว่า P/BV ในอดีตของบริษัทกับปัจจุบันเป็นอย่างไร ถ้า P/BV ในปัจจุบันต่ำกว่าในอดีตมากๆ ก็แสดงว่าถูก (แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังคุณภาพของสินทรัพย์ด้วยนะครับ)

3) วิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ
อันนี้ยากมากครับ สามารถหาอ่านได้จากตำราเล่มหนาๆ
ข้อดีคือ เป็นวิธีที่ใกล้เคียงที่สุดในการประเมินหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ เพราะคำนึงถึงเงินสดที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ แต่มีข้อเสียคือสมมิตฐานที่นำมาใช้ หากเปลี่ยนนิดเดียว ก็จะทำให้มูลค่าหุ้นที่คำนวนได้เปลี่ยนไปมาก

โดยสรุปแล้วตามความเห็นของผม ทุกวิธีที่กล่าวมา ยากเกินไปทั้งนั้นเลย (แล้วมรึงจะพิมพ์มาตั้งนานหาพระแสงอะไร) ซึ่งการประเมินมูลค่าหุ้นนั้น ไม่น่าจะยากขนาดนั้น ก็เลยมาคิดว่าจะประเมินแบบไหนดีที่จะทำให้เรารู้สึกสบายใจในการถือหุ้นลงทุนโดยมีกฎเหล็กคือ "เงินต้นต้องปลอดภัย"

ผมจึงนั่งคิด (นอนคิดเป็นบางครั้ง) ว่าบริษัทลักษณะแบบไหนที่เวลาเราลงทุนแล้วเรารู้สึกปลอดภัยม้ากมาก ว่าเงินทุนเราจะไม่หล่นหายแถมเข้าซื้อในราคาถูก

คำตอบที่ได้จากเสียงเรียกของหัวใจก็คือ "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอและราคาถูกเมื่อเทียบกับราคาตลาด"

1) "บริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเป็นบวกสม่ำเสมอ"

นั่นคือเป็นบวกและสม่ำเสมอในแนวที่สูงขึ้น คือไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุกๆปี แต่ขอให้มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นหรือคงที่
เพราะเวลาเราลงทุนอะไรลงไป เราย่อมต้องการให้กิจการนั้นมีเงินสดไหลกลับออกมาให้เรา เราถึงจะรู้สึกปลอดภัย

2) ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาด
ผมคิดง่ายๆว่า ขอคืนทุนภายในไม่เกิน 3-4 ปีกับธุรกิจตะวันตกดิน และคืนทุนภายในไม่เกิน 10 ปีสำหรับกิจการที่มีแนวโน้มยังโตได้อีก

ตัวอย่างเช่น กระแสเงินสดอิสระประมาณการมีมูลค่า 200 ล้านบาทและบริษัทไม่มีหนี้สิน มูลค่าตลาดของบริษัทที่ผมยอมซื้อในกรณีที่เป็นธุรกิจตะวันตกดินต้องไม่เกิน 600 ล้านบาท จึงจะรู้สึกปลอดภัย เป็นต้น

แต่หากเป็นกิจการที่มีแนวโน้มโตขึ้นๆ อาจจะยอมยืดเวลาคืนทุนออกไปเป็น 10 ปี ดังนั้นมูลค่าตลาดที่ผมยอมซื้อก็คือ 2000 ล้านบาท (โดยมองว่า 200 ล้านบาทในปัจจุบัน น่าจะเพิ่มขึ้นๆเรื่อยๆในอนาคต ซึ่งจะทำให้ราคาที่แพงในวันนี้ ถูกในวันหน้า)

ซึ่งตรงนี้ก็เป็นศาตร์และศิลป์ของแต่ละท่านในการประเมินมูลค่ากระแสเงินสดอิสระของกิจการ เพราะต้องมีการดูตัวเลขจริงในอดีตประกอบกับการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันประกอบด้วย (หากมีโอกาสจะได้กล่าวถึงในบทความถัดๆไปนะครับ) จะเห็นได้ว่า วิธีนี้เราไม่ต้องคำนวนค่า WACC อย่างวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดสุทธิ รวมทั้งไม่ต้องคอยประมาณกำไรที่จะเกิดในระยะสั้นๆแบบ PE และไม่ต้องประเมินมูลค่าสินทรัพย์ตาม P/BV อีกต่างหาก แต่วิธีจะมีข้อจำกัดตรงที่ กิจการที่มีกระแสเงินสดอิสระไม่สม่ำเสมอ ก็อาจจะไม่ได้รับการพิจารณา ซึ่งบางครั้ง อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสทองก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนสไตล์ doodeemak ต้องรักษากฎเหล็กไว้นะครับ คือลงทุนแล้วรู้สึกปลอดภัย เงินต้นไม่หาย

จากนั้นก็เอามูลค่าตลาดของหุ้นในใจที่ได้หารด้วยจำนวนหุ้นในตลาด เพียงเท่านี้ก็จะได้ราคาหุ้นในใจสไตล์ doodeemak แล้วล่ะครับ

วันจันทร์, มิถุนายน 07, 2553

วันประกาศอิสรภาพแห่งการลงทุนในหุ้น

วันสองวันมานี้ มีข่าวในแง่ลบค่อนข้างมากใน web Thavi ซึ่งสาเหตุมาจากการที่ราคาหุ้นที่ได้จากการพบปะกับเซียนนั้น สูงขึ้นมากหลังจากงานพบปะสังสรรค์

หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่พยายามจะหาหุ้นคุณค่าจากเซียน แต่น่าแปลกว่าในปัจจุบันนี้ ผมแทบไม่มีความรู้สึกว่าอยากจะซื้อหุ้นตามเซียนเลย (แต่แอบมีบ้างเล็กๆ) ออกจะในแนวทางตรงกันข้าม คือไม่พยายามเข้าไปยุ่งกับหุ้นหรือกิจการที่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะนั่นจะทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อลงทุนสูงขึ้นตามไปด้วย

อีกกรณีหนึ่งก็คือ การซื้อตามเซียนนั้น หากไม่ได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้ว นักลงทุนก็จะลงทุนอย่างไม่มีความสุข ไม่มีอิสรภาพ เพราะต้องคอยติดตามข่าวจากเซียนอยู่เสมอๆ ซึ่งนับเป็นความรู้สึกที่อึดอัดและไม่มีความสุขเป็นอย่างยิ่ง

ในความเห็นของผม สิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำก็คือการศึกษาและเรียนรู้จากเซียนท่านนั้นว่า ท่านมีหลักคิดหรือมีแนวทางการหาหุ้นอย่างไร แล้วพยายามนำไปปรับใช้ในกระบวนท่าการลงทุนเพื่อพัฒนาออกมาเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเอง

วันนี้อาจจะเป็นวันประกาศอิสรภาพของตัวผมเอง เนื่องจากเป็นวันที่ผมสามารถ "สอบผ่าน" บททดสอบใจตัวเองในการซื้อหุ้นตามคนอื่นได้ ผมจึงขอเหมาเอาเองว่า การลงทุนแบบ VI ของผมนั้น น่าจะเลื่อนขั้นมาได้ระดับหนึ่ง หากเปรียบกับการเรียนในโรงเรียน วันนี้ก็น่าจะเป็นวันประกาศผลสอบว่าผมสามารถสอบผ่านชั้น ป.1 ไปสู่ชั้น ป.2 ได้นั่นเอง

วันศุกร์, มิถุนายน 04, 2553

แนวทางการลงทุน 4 สาย

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การลงทุนแบบ Value Investment นั้นดูจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นของผมในการมองลักษณะผู้คนที่เรียกตัวเองว่า VI ผ่านเว็บ Thaivi ว่าสามารถจัดแบ่งประเภทของกลุ่มนักลงทุนเหล่านั้นออกเป็นสายๆได้อย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะมีการแบ่งกลุ่มแบ่งสำนักแตกต่างจากท่านอื่นๆนะครับ

สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
ผมคิดว่านักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้ จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ค่อนข้างดี ชอบความปลอดภัย ในบางครั้งอาจจะต้องซื้อแล้วรอ เพื่อให้มูลค่านั้นปลดปล่อยออกมา (หรืออาจจะซื้อแล้วลืม ทิ้งไว้เป็นมรดกไปเลย) รวมทั้งการรอให้ราคานั้นมีความปลอดภัยค่อนข้างมากดังนั้น หากนักลงทุนเลือดร้อนที่ต้องการความสำเร็จในระยะสั้น การลงทุนในแนวนี้อาจจะไม่เหมาะ เพราะอาจจะทนรอไม่ไหวจนต้องขายขาดทุนไป

สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
นักลงทุนที่เหมาะกับสายนี้จะต้องเป็นนักลงทุนที่มีเวลาค่อนข้างมากเพื่อทำให้ตัวเองนั้นมีความรู้ความเข้าใจ มีข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมาณการกำไรในอนาคต เพราะเค้าจะสามารถเข้าถึง "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างดีและจะต้องมีความมั่นใจค่อนข้างสูงว่าเค้านั้นจะเป็นคนแรกๆที่รู้ตัวก่อนว่า "สาเหตุของกำไร" มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ "ซื้อ" และ "ขาย" ก่อนนักลงทุนรายอื่นๆ แต่หากเป็นนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีความเข้าใจ "ข่าว" หรือ "สาเหตุของกำไร" ที่เขาทราบนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ล่าช้ากว่านักลงทุนผู้ชาญฉลาด ทำให้ต้นทุนในการซื้อนั้นสูง และยังไม่สามารถรู้ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เค้าสมควรจะขาย เพราะเค้าไม่สามารถเข้าถึงและไม่สามารถเข้าใจ "สาเหตุของกำไร" ได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่พบเห็นอยู่ตาม webboard ของ Thaivi ที่ผ่านมาก็เช่น กระทู้การขาดทุนหุ้น TRC ที่เป็นหุ้นโครงการและประสบปัญหาขาดทุนทำให้ราคาหุ้นตกลงอย่างหนัก

สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
นักลงทุนสายนี้ควรจะต้องเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านงบการเงินได้ค่อนข้างดี รวมถึงการอ่านค่า ratio การทำกำไรและงบกระแสเงินสด นักลงทุนที่เหมาะสม จึงควรเป็นผู้ที่มีความรู้ทางบัญชีเพื่อที่จะสามารถกรองหุ้นที่มีความปลอดภัยจากหนี้สินรวมถึงปริมาณกระแสเงินสดและยังต้องสามารถประมาณราคาได้อย่างดีและมีความอดทนในการรอและซื้อหุ้นในจังหวะทีมีราคาที่มีส่วนลดมากๆ เพื่อเป็นการสร้างกำไรให้งอกเงยได้โดยไม่เสี่ยง

สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
นักลงทุนกลุ่มนี้จะมองศักยภาพของธุรกิจและ business model เป็นหลัก ว่าหุ้นตัวที่เขาต้องการนั้น จะยังสร้างกำไรที่ดีได้ในอนาคต 3-5 ปี หรืออาจจะ 10 ปีได้หรือไม่ ดังนั้น นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในสายนี้ ควรจะเป็นนักลงทุนที่มีความสามารถในการอ่านและทำนายพฤติกรรมและ trend ในอนาคตของธุรกิจต่างๆได้เป็นอย่างดี

ผมจึงลองสรุป VI ทั้ง 4 สายตามจุดแข็ง, ผลตอบแทน และความเสี่ยงได้ดังนี้ครับ

สายที่ 1: เน้นทรัพย์สินมาก
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และมีความอดทนในการรอ
ผลตอบแทน: น้อยช่วงแรกแต่จะพุ่งมากที่สุดเมื่อทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: เวลาในการรอคอยอาจไม่คุ้มกับค่าเสียโอกาส

สายที่ 2: เน้นกำไรแบบก้าวกระโดดใน 1-2 ปี
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: รู้ต้นตอ "สาเหตุของกำไร" ที่จะเกิดขึ้นอันใกล้นี้ก่อนคนอื่นและมีเวลาติดตามอย่างใกล้ชิด
ผลตอบแทน: สูงมากและสามารถทำได้ในระยะสั้น
ความเสี่ยง: การประมาณกำไรพลาด, รู้ "สาเหตุของกำไร" ช้ากว่าคนอื่น, ต้องหาตัวใหม่ๆลงทุนอยู่เสมอๆ

สายที่ 3: เน้นความปลอดภัยของเงินต้นและเงินปันผล
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: การวิเคราะห์งบโดยเฉพาะงบกระแสเงินสดและความเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ
ผลตอบแทน: ปานกลางแต่ค่อนข้างมั่นคง
ความเสี่ยง: การวิเคราะห์ผิด, สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอาจะทำให้ความปลอดภัยที่เคยมีหายไป

สายที่ 4: เน้นศักยภาพและการเติบโตที่ยั่งยืน
จุดแข็งที่นักลงทุนต้องมีคือ: ความสามารถในการอ่าน trend และธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต
ผลตอบแทน: อาจจะน้อยในช่วงแรกแต่จะมากขึ้นๆตามศักยภาพของกำไรที่ถูกปลดปล่อยออกมา
ความเสี่ยง: การอ่าน trend พลาดและการซื้อหุ้นในราคาที่มี Margin of safety น้อยเกินไป

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าตัวเองเหมาะกับสไตล์การลงทุนแบบไหน โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่นเวลาและเครือข่ายที่มี เช่น หากเป็นนักลงทุนเต็มเวลาการเลือกแนวทางสายที่ 2 น่าจะเหมาะ เพราะสามารถมีเวลาสร้างเครือข่ายและเข้าถึงข้อมูลได้ดี ในขณะที่นักลงทุนไม่เต็มเวลาควรจะหลีกเลี่ยง

ในส่วนตัวของผมแล้ว ยังเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ เพราะเข้าตลาดมาเพียง 3 ปีกว่าๆ และยังไม่ใช่นักลงทุนเต็มเวลาที่สามารถ monitor ข้อมูลข่าวสารหรือ trend ทางธุรกิจได้ก่อนคนอื่นๆ แต่มีความรู้พื้นฐานด้านบัญชีและจบ MBA ผมจึงคิดว่าแนวทางที่เหมาะสมในการจัดพอร์ตของตัวเองน่าจะเป็น

เน้นสินทรัพย์มาก: 20% หวังผลตอบแทนเป็นก้อนใหญ่ๆในระยะยาว
เน้นกำไรก้าวกระโด 1-2 ปี: 0% ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลเชิงลึก กลัวความเสี่ยงเพราะรู้น้อยกว่าคนอื่นๆ
เน้นความปลอดภัย: 60% สามารถวิเคราะห์งบและอัตราส่วนต่างๆได้ดี
เน้นศักยภาพอนาคต: 20% พอจะมอง mega trend ได้บ้าง แต่รอซื้อตอนตลาดตกใจ

อย่างไรก็ดีผมเชื่อว่า หุ้นทุกตัวมักจะเป็นหุ้นที่มีลักษณะผสมผสานกันทั้งสี่แบบ เพียงแต่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ที่สภาพแวดล้อมแตกต่างกัน ความโดดเด่นของหุ้นแต่ละตัวนั้นจะแสดงออกมาเพียง 1 สายที่โดดเด่นจริงๆ

ในความเห็นของผมคิดว่า นักลงทุนหน้าใหม่ส่วนมาก ชอบที่จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วโดยการมองหาหุ้น "VI" โดยทึกทักเอาว่า หุ้น "VI" คือหุ้นที่นักลงทุนหุ้นคุณค่ากำลังนิยมในขณะนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ ซึ่งโดยส่วนมากหุ้นที่ได้รับความนิยม มักจะเป็นหุ้นสายที่ 2 เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าดึงดูดในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดและความเข็ด ให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน หากนักลงทุนเหล่านั้นไร้ซึ่งจุดแข็งในการเข้าถึงและมีเวลาที่จะ monitor "สาเหตุของกำไร" ได้รวดเร็วกว่าคนอื่นๆ

วันเสาร์, พฤษภาคม 29, 2553

วิถี VI ไทย - Money talk

http://www.blip.tv/file/3641215
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ

ดร. นิเวศน์กับความหมายของ VI
หุ้นที่ได้รับการวิเคราะห์แล้วว่าเป็นหุ้นที่มีคุณค่ามากกว่าราคาหุ้นในตลาดโดยมูลค่าคือเงินปันผลที่ได้รับหรือกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต

วิถีชีวิต

คุณหมอบำรุง: ลาออกจากราชการมาลงทุนอย่างเดียวประมาณ 3 ปี หลังจากการทำงานมา 13 ปีตำแหน่งล่าสุดเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่บุรีรัมย์ มีครอบครัวลูกสามภรรยาหนึ่ง เริ่มลงทุนจากการที่ต้องคิดว่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะเอาไปทำอะไรดีหลังจากเริ่มทำงาน ได้เจอประโยคที่เปลี่ยนชีวิตคือความเห็นของไอน์สไตน์ "มนุษย์ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ขึ้นมา คือมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยผบตอบแทนระดับ 15-20% มูลค่าเงินที่เพิ่มขึ้นจะประหนึ่งดั่งนิวเคลียร์" จึงคิดอยากจะเป็นเจ้าของร้าน แต่หลังจากประชุมแฟรนไชส์แล้วพบว่าไม่ใช่วิถีของเรา เพราะต้องลงแรงเหนื่อยในการคุมร้าน บังเอิญเจอโฆษณา ปตท. ที่กำลังเข้าตลาด และโฆษณาเรื่องเงินปันผลระดับ 7% จึงเริ่มเปิดพอร์ตเพื่อซื้อ ปตท. แต่โบรคบอกว่าหุ้นเกษตรปันผลมากกว่าระดับ 10%
จึงเริ่มซื้อหุ้นเกษตรด้วยการเปิดพอร์ตระดับเงินล้านกว่าบาท โดยมีการกู้มาส่วนหนึ่ง เปิดมา 4 เดือน ขาดทุน 4 แสนกว่าบาท จึงเริ่มเข้าไปใน web Pantip และพบ link ไปที่ web Thaivi ประกอบการอ่านหนังสือตีแตก จึงเริ่มใช้หลักการในหนังสือมาหาหุ้นตาม concept ตอนนั้นปี 2546 ระหว่างนั้นก็เริ่มฝึกเรื่อยๆและมีกำไรมาเรื่อยๆ มีความมุมานะมากขึ้น สามารถวิเคราะห์หุ้นจากครึ่งหน้าเป็นเจ็ดถึงแปดหน้า จนแม้กระทั่งติดเข้าไปในความฝัน ใช้เวลาในการวิเคราะห์นานมากในหุ้นแต่ละตัวตามทฤษฎีของวอร์เรน, ปีเตอร์ ลินซ์ จนกำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตอนลาออกจากงานก็คืนเงินกู้รวมทั้งเงินที่ยืมคุณยายและพี่สาวมาลงทุน
ลาออกจากงานเพราะรู้สึกอิ่มกับการทำงานมา 13 ปี ปัจจุบันชีวิตประจำวันคือการส่งลูกไปเรียน, ชอปปิ้งบ้างออกกำลังกายบ้าง นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นวิศวะ

คุณมนตรี: ตอนนี้ทำงานพิเศษคือที่ปรึกษาให้ธนาคารเกียรตินาคิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุนและเป็นนักลงทุน เรียนจบวิศวกรในช่วงที่เศรษฐกิจดีมาก ทำงานมาหนึ่งปีก็ได้ย้ายไปทำงานกับบริษัทที่อยู่ในตลาด (index ประมาณ 1400 - 1500) ได้หุ้นจากการเป็นพนักงานเริ่มซื้อขายหุ้นตามโบรกที่แนะนำ เงินลงทุนประมาณสองแสนกว่า จน index ลงมา จึงขายไปประมาณครึ่งพอร์ตแล้วทิ้งไปพักใหญ่ กลับมาตอนหลังปี 40 index ประมาณสองร้อยกว่าๆ ตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนสายงานเป็น sales ซึ่งเป็นบริษัทในตลาด ด้วยอาชีพทำให้รู้จักบริษัทในตลาดค่อนข้างมาก ตอนนั้นเริ่มลงทุนแนว VI จากการที่มีน้องที่ทำงานให้หนังสือ warren buffet eassay ซึงตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าวอร์เรนคือใคร จากนั้นตามมาด้วยหนังสือตีแตก จึงประทับใจในตรรกะของการลงทุนแนว VI เริ่มลงทุนด้วยเงินประมาณสามแสน index ประมาณสามร้อยกว่าจุด จนกระทั่งขึ้นมาถึงระดับ 600 - 800 จุด จึงเริ่มตั้งตัวได้และออกจากงาน และเริ่มก่อตั้งเว็บ Thaivi เพราะอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักลงทุนแนว VI กับเพื่อนๆประมาณ 4-5 คน
ตอนนี้ลงทุนในไทย 20% และต่างประเทศ 20% และลงทุนในทองคำและถือเงินสด ตอนนี้เริ่มเหงาจึงหางานพิเศษทำ

คุณฉัตรชัย: จบตรีวิศวะ โท MBA ก่อนออกมาลงทุนทำงานล่าสุดด้านสินเชื่อธนาคาร ทำงานมา 11 ปี เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 33 สนใจเรื่องธุรกิจและได้อ่าน นสพ กรุงเทพธุรกิจที่เป็นการแปลบทความของปีเตอร์ ลินซ์ โดยเริ่มซื้อหุ้นทันทีหลังจากจบ โดยซื้อตอนดัชนีระดับ 1400 โดยซื้อหุ้นตัวแรกที่ราคา 118 และ cut loss ที่ราคา 18 บาท โดยซื้อเพราะบริษัทนั้นเป็นบริษัทที่ใหญ่โต และหลังจากนั้นพบว่าความรู้ยังน้อยในเชิงธุรกิจ จึงศึกษา MBA ต่อ ทำให้รู้ในเรื่องธุรกิจมากขึ้นประกอบกับงานที่ทำคืองานสินเชื่อ โดยตอนนั้นได้ขายล้างพอร์ตไปก่อนที่จะเกิดวิกฤตเพราะเริ่มเห็นสัญญาณจากการทำงานที่ธนาคาร โดยกลับมาลงทุนอีกครั้งช่วงดัชนีประมาณสองร้อยกว่าๆ เพราะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปรับลงมามากแล้ว ซึ่งตอนนั้น ก็เริ่มลงทุนแนว VI แล้วในพอร์ตหลักแสน โดยลาออกจากงานประจำมาตั้งแต่ปี 44

ดร. นิเวศน์: จบวิศวะจุฬา MBA นิด้าและทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับหลักทรัพย์ เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุสิบขวบ เพราะทางบ้านจน เริ่มต้นจากการซื้อหมากฝรั่งมาขาย, เพราะเห็ดฟาง, เก็บเศษสายไฟขาย จบออกมาทำงานวิศวะจนเป็นหัวหน้าวิศวกรที่ต่างจังหวัด เรียน MBA และไปต่อเอกการเงินที่ต่างประเทศและกลับมาทำงานด้านการเงิน เป็นนักวางแผนการเงินและจากนั้นย้ายไปทำงานบริษัทหลักทรัพย์ ทำงานฝ่ายวาณิชย์ธนกิจ ลงทุนหุ้นแบบซื้อมาขายไปแบบสเปะสปะ เริ่มรู้จัก VI จากการจัดตั้งแผนกที่นำเงินมาลงทุน ซึ่งต้องมีแผนกวิเคราะห์ จึงเริ่มมีการ form idea ในการลงทุน แต่ช่วงนั้นก็ยังไม่เป็นแนว VI เพราะหุ้นตอนนั้นค่อนข้างแพงเพราะดัชนีสูงแล้ว พอถึงจุดหนึ่ง จึงคิดว่าการวิเคราะห์หุ้นคือแนวทางที่ดี ต่อมาดัชนีลงมาจากระดับพันกว่าเหลือเจ็ดถึงแปดร้อยจุด จนกระทั่งบริษัทหลักทรัพย์ถูกปิด เริ่มใช้แนว VI ปี 38-39 จนปี 40 เกิดวิกฤติราคาหุ้นก็ยังไม่กระทบมาก โดยมีเงินเก็บประมาณ 10 ล้าน ซึ่งตอนนั้นตกงาน ไม่มีทางเลือก จึงเริ่มลงทุน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการซื้อขายน้อยมากแต่ก็ได้งานที่ปรึกษาและเก็บเงินจากเงินเดือนมาตลอดจนกระทั่งออกจากงาน ชีวิตประจำวันคือ ส่งลูก, ออกไปตีกอล์ฟ ตอนเย็นก็ออกไปจ็อกกิ้ง เขียนบทความ, สอนหนังสือ

วิธีลงทุนโดนสรุป

คุณมนตรี: วิธีเดิมๆ คือดูกิจการเป็นหลัก ดูกิจการที่มีการเติบโตมีกำไร มีผู้บริหารที่ดี รอซื้อที่ราคาที่เหมาะสม ตอนนี้ซื้อหุ้นไทย 30% กองทุนต่างประเทศ (โดยเลือก บล. ที่ลงทุนตาม concept เดียวกับเรา) ประมาณ 50% และอีก 20% เป็นกองทุนทองคำและเงินสด ซึ่งจะมีการปรับระดับ % ของหุ้นตามสถานการณ์

คุณบำรุง: ตอนนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 130% ลงทุนในหุ้นตัว 2-3 ตัว ตัวรอง 7-8 ตัว มีหลักเกณฑ์ในการเลือกหุ้นโดยการมองอนาคตว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่กำลังจะมาในอนาคต จากนั้นจึงค่อยดูบริษัทในกลุ่มนั้นๆและดูกิจการว่ามีกระแสเงินสดเข้ามาเท่าไหร่ แฟร์แวลูอยู่ที่ไหน โดยไม่มีระยะเวลาที่จำกัด โดยขึ้นอยู่กับว่าราคาหุ้นได้มาถึงแฟร์แวลูหรือยัง การใช้มาร์จินนั้นมีต้นทุนประมาณ 6-7% ต่อปี ถ้าเรามั่นใจว่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่านั้น จึงใช้

คุณฉัตรชัย: เลือกหุ้นที่เราอยากเป็นเจ้าของกิจการ มีกระแสเงินสดสุทธิที่ดี ผู้บริหารเชื่อถือได้ เคยถือหุ้นตัวเดียวมา 5-6 ปี ที่กล้าเพราะว่าเรามั่นใจ และไม่จำเป็นที่จะขายทิ้ง เพราะราคายังไม่ over value และหากจะเปลี่ยนก็ต้องเพราะเราวิเคราะห์ผิดหรือราคาเกินหรือมีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจมากกว่า สาเหตุที่สนใจการวิเคราะห์งบเพราะงบเป็นตัวสะท้อนความเป็นไปของกิจการและพฤติกรรมผู้บริหาร

ดร. นิเวศน์: เลือกหุ้น wonderful business with reasonable price คือธุรกิจที่มีการเติบโตมีกระแสเงินสดมากมีการเติบโตระยะยาว 3-5 ปีอย่างแน่นอน ไม่ได้เลือกหุ้นแบบ top down หรือ bottom up แต่เป็นการมองแบบรู้ได้ทันทีว่าหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่โดดเด่น มีผู้บริหารที่วางใจได้มีการจ่ายปันผลที่สมเหตุสมผล แล้วรอให้ราคาถึงที่ที่เราคาดหวัง ถ้าไม่ถึงไม่ซื้อ แต่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเลือกตัวที่ดีที่สุด หากราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำกว่าราคาที่คาดหวัง

วันอังคาร, พฤษภาคม 25, 2553

วิวัฒนาการทางการลงทุนของ VI มือใหม่

วันนี้ลองเอาหนังสือวาทะของวอร์เรนมานั่งอ่าน ระหว่างนั่งรถเมล์เดินทางไปทำงาน
ระหว่างอ่านไปก็สงสัยว่า ไอ้ประโยคเดิมๆนี้ เราก็เคยได้อ่าน ได้เห็นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ทุกๆครั้งทำไมเรารู้สึกไม่เหมือนเดิม เหมือนกับมีภาพอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป ทำให้กลับมาทบทวนและคิดว่าอะไรคือสิ่งที่เราเปลี่ยนไปจากวันที่เริ่มต้นลงทุน

ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆท่านมีต้นกำเนิดหลักๆอยู่สองสายพันธุ์ หากจะเปรียบตามหลักของหนังจีนกำลังภายในคือ

สายที่ 1: แนวลมปราณและ
สายที่ 2: แนวกระบี่

แนว VI สายลมปราณมักจะเป็นเด็กสายวิทย์ที่สนใจการลงทุน โดยเริ่มต้นจากการอ่านหนังสือและศึกษา ratio ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ROE, ROA, Net Margin, P/E, P/B หรืออะไรต่างๆก็แล้วแต่
ขณะที่แนว VI สายกระบี่ มักสนใจและติดตามเซียน, หุ้นเด็ดตามเว็บหรือข่าวสารต่างๆที่จะส่งผลที่ดีต่อกำไรของกิจการ (แตกต่างจากการเก็งกำไรตรงที่ ไม่ได้สนใจกราฟหรือดัชนีมากนัก แต่สนใจเหตุการณ์หรือข่าวสารเรื่องราวดีๆของหุ้นมากกว่า)

โดยทั้งสองสายมีลักษณะคล้ายๆกันคือ ต้องการประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว... หมายความถึงภายในไม่เกิน 1 ปี

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านี่คือธรรมชาติที่นักลงทุนหน้าใหม่มักจะต้องจ่ายค่าครู โดยหารู้ไม่ว่าการเริ่มต้นลงทุนทั้งสองแบบดังกล่าวนั้นมีจุดอ่อนที่ VI ขั้นเทพทั้งหลายมีอยู่แต่พวกเขาไม่มีคือ

1) ความรู้และความเข้าใจในธุรกิจหรือหุ้นตัวนั้นๆ
2) สติ, ความอดทน, การประเมินมูลค่าว่ามูลค่าว่าราคาไหนควรซื้อ, ถือ หรือขายทำกำไร

ในส่วนของความรู้ความเข้าใจในธุรกิจนั้น เราสามารถทดสอบตัวเองได้ง่ายๆกับคำถามเหล่านี้ว่า เราสามารถตอบได้หรือไม่
1) กิจการนั้นมีรายได้หลักจากอะไร
2) กิจการนั้นมีต้นทุนหลักจากอะไร
3) กิจการนั้นมีคู่แข่งและลูกค้าคือใคร
4) กิจการนั้นมีการเติบโตของยอดขายในอดีตเป็นอย่างไร เพราะอะไร
5) อะไรคือความเสี่ยงที่สำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อกำไรของกิจการในอนาคต
6) อะไรคือโอกาสที่สำคัญของกิจการที่จะมีรายได้และกำไรที่เติบโต
7) ผู้บริหารมีความซื่อสัตย์หรือไม่ หรือมีประวัติที่ไม่ดีอย่างไร
8) แนวโน้มของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของกิจการเป็นอย่างไร เพราะอะไร
9) กิจการต้องการการลงทุนในระดับเท่าไหร่เพื่อที่จะรักษาสถานะของบริษัทในตลาด

โดยรวมๆก็คือความเข้าใจว่ากิจการนั้นหากินอย่างไร

ในส่วนที่สองคือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ โดยหลักๆคือความโลภและความกลัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาช่วย ประกอบกับความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งของกิจการและเทคนิคการหามูลค่า รวมไปถึงการเผื่อส่วนต่างตวามปลอดภัยและความเข้าใจในอารมณ์ของ Mr. Market

ที่กล่าวมาทั้งหมดคือความคิดเห็นของผมจากประสบการณ์ตรงและจากการอ่านบทความหรือหนังสือหลายๆเล่ม ในการที่จะพยายามอธิบายว่า นักลงทุน VI มือใหม่ทำไมถึงต้องจ่ายค่าครูในช่วงแรกๆ

หลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่าวิวัฒนาการขั้นต่อไปของ VI คือการสร้างขอบเขตความรู้ของตัวเอง นั่นคือการพยายามละสายตาจากราคาหุ้นหรือข้อมูลตามกระทู้ แต่เน้นไปที่การศึกษาว่าธุรกิจประเภทใดที่เราสนใจและคิดว่าสามารถทำความเข้าใจได้ จากนั้นจึงนำไปสู่การอ่านและศึกษาข้อมูลของหุ้นอย่างน้อย 4-5 ตัวเพื่อให้เห็นภาพและความเป็นไป ว่าหุ้นแต่ละตัวมีวิธีการหากินอย่างไร จากนั้นจึงเริ่มที่จะประมาณมูลค่าหุ้นโดยหาความรู้เพิ่มเติม

ลำดับต่อไป นักลงทุนจึงควรสร้างโฟลเดอร์ในการเก็บหุ้นที่เราวิเคราะห์รวมถึง template หรือ model ที่เราใช้ประมาณการมูลค่าหุ้น และทำการ update ข้อมูลงบการเงินต่างๆรวมไปถึงข่าวสารต่างๆ แล้วจึงค่อยพิจารณาราคาตลาด เปรียบเทียบกับราคาในใจของเรา (ที่คิดส่วนเผื่อไว้แล้ว)

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 23, 2553

ลงทุนแบบวอร์เรนบัฟเฟตต์ - Money talk

http://www.blip.tv/file/3641809
ขอบคุณ คุณ sorawut แห่งเวป Thaivi ครับ

ขออนุญาตสรุปเนื้อหาแบบ hard core ที่เกี่ยวข้องกับหลักการงทุนหุ้นคุณค่านะครับ ฉบับเต็มสามารถฟังได้ตามลิงค์ด้านบนเลยครับ

วอร์เรน บัฟเฟตต์คือใครโดย ดร. นิเวศน์

อายุโดยประมาณราวๆ 80 ปี ในความคิดอาจารย์ คิดว่า วอร์เรน คือคนที่พระเจ้าสร้างมาเป็นตำนานแห่งการลงทุน เนื่องจากปัจจัยที่เกื้อหนุนหลายๆอย่างคือ

1) ชอบลงทุน ตั้งแต่เด็กชอบซื้อของมากขายต่อ ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมหรือโพยม้า ทั้งที่ฐานะทางบ้านไม่ได้จนอะไร เพราะพ่อเป็นถึง สส. ของอเมริกา
2) มีความรู้ที่ถูกต้องในการลงทุน โดยที่มีอาจารย์คือ เบนจามิน เกรแฮม บิดาแห่ง value investment โดยวอ์เรนเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจเรียนมาก ถึงขนาดเกรแฮมถือว่าเป็นนักศึกษาที่ได้เกรด A+ คือได้เกรด A แบบเต็มร้อย
3) มีเวลาในการลงทุนมาก ตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ลงทุนจริงๆจังๆตอนเรียนจบ ถ้านับประสบการณ์ ก็ได้ประมาณห้าสิบกว่าปี สำหรับนักลงทุนแล้ว เวลาเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน เพราะพลังแห่งผลตอบแทนทบต้น
4) เข้าตลาดในจังหวะที่อเมริกากำลังจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และมีการเติบโตที่สูงอย่างต่อเนื่อง โดยวอร์เรนเริ่มลงทุนในบริษัทที่ขณะนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆตามเศรษฐกิจ
แต่ปัจจัยเดียวที่วอร์เรนยังไม่มีคือจำนวนเงินลงทุนที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก


คัมภีร์เล่มแรกที่สอนวอร์เรน บัฟเฟตต์ โดย คุณพรชัย
หนังสือ The Intelligence Investor ของเบนจามิน เกรแฮม เปรียบเสมือนตำราเล่มแรกที่ทำให้วอร์เรน รู้สึกเหมือนกับว่าได้เปิดหูเปิดตาสู่การลงทุนที่เฝ้ารอ หลังจากศึกษาตำราอื่นๆมานาน โดยเด็กหนุ่มวอร์เรนในขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี

หลักการลงทุนแบบวอร์เรน โดย ดร.กุษยา
สรุปแบบสั้นๆคือ
1) ให้รู้จักในสิ่งที่คุณลงทุนให้ดีที่สุด อะไรที่เราไม่เข้าใจ อย่าไปยุ่งกับมัน
2) อ่านให้มากๆ ก่อนที่จะลงทุน ไม่มีวิธีที่เป็นทางลัด อ่านแล้วคิดให้เป็นตัวของตัวเอง
3) ถ้าคุณไม่คิดที่จะถือหุ้นนั้นไปสิบปี แม้ สิบนาทีก็อย่าซื้อ ก็คือให้ซื้อแบบลงทุระยะยาว
4) ลงทุนซื้อหุ้น คือการลงทุนในกิจการ เสมือนการเป็นหุ้นส่วน ต้องดูผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์

การปรับใช้หลักคิดของวอร์เรนในการลงทุนในชีวิตจริงของคุณพรชัย
หลักการลงทุนของวอร์เรนต์แบ่งออกเป็นสองส่วน
1) ทัศนคติต่อการลงทุน: เวลาซื้อหุ้น ให้รู้ว่าเรากำลังซื้อธุรกิจ อย่าหวั่นไหวไปกับราคาหุ้น
2) การวิเคราะห์บริษัท: ลงทุนในธุรกิจที่เราเข้าใจ เข้าใจในที่นี้คือ การเข้าใจว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้านี้ บริษัทจะยังเป็นที่หนึ่งในตลาดอีกหรือไม่ และเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เพราะวอร์เรนมองช่วงการลงทุนในระดับ 10-20 ปี
เช่น ปี 1988 การลงทุนในบริษัทโค้ก ในณะนั้น ซึ่งเทียบได้กับ 30% ของส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์เลยทีเดียว
ปล. บริษัทเบิร์กไชร์ เกิดจากการที่วอร์เรนซื้อหุ้นโดยกรองหุ้นที่มีลักษณะเป็น Net Net คือมีสินทรัพย์หมุนเวียนลบหนี้สินหมุนเวียนที่ 19 USD ต่อหุ้นแต่ราคาขณะนั้นคือ 7 USD เขาจึงทำการสะสมหุ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในที่สุด

ตัวอย่างการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของวอร์เรนที่ประสบความสำเร็จ
ดร.กุษยา: การลงทุนในบริษัทไจโก้ (GEIGO) บริษัทประกันที่วอร์เรนลงทุนทำให้มีเงินทุนที่เป็นแหล่งสนับสนุนเนื่องจากธรรมชาติของธุรกิจ
คุณพรชัย: การลงทุนในโค้ก ที่ขณะนั้นมี PE 15 เท่า โดย 10 ปีหลังจากนั้น ได้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 28%
ดร. นิเวศน์: การลงทุนในบริษัทอเมริกันเอกซ์เพรส ซึ่งวอร์เรนเคยถือถึง 50% ของพอร์ต เกิดเหตุการณ์สำคัญในขณะนั้นคือเกิดเรื่องฉาวโฉ่ในบริษัท ซึ่งขณะนั้นให้บริการบัตรเครดิตที่เป็นที่รู้จักอย่างทั่วโลก แต่เรื่องฉาวโฉ่นั้นเกิดจากคนใน เกี่ยวกับเรื่องน้ำมันสลัด ซึ่งทำให้เกิดค่าเสียหายมาก ทำให้หุ้นตกอย่างรุนแรง แต่วอร์เรนยังมองว่าตัวธุรกิจหลักยังคงไปได้ดี ทำให้วอร์เรนต์ทุ่มซื้ออย่างมาก
ทำให้เกิดข้อคิด classic ของวอร์เรนในเรื่องของการซื้อธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่เกิดวิกฤติเพียงชั่วคราวที่ไม่กระทบกับธุรกิจหลัก

ตัวอย่างการลงทุนที่ล้มเหลว
ดร.กุษยา:การลงทุนในบริษัทเบิร์กไชร์ ซึ่งซื้อแล้ว แต่บริษัทกลับต้องปิดและเปลี่ยนเป็น holding company อย่างในปัจจุบัน
คุณพรชัย: ซื้อแล้วขาดทุน --> ช่วงแรกดูจาก ratio แต่ไม่ได้ดูผู้บริหาร เช่น ห้างสรรพสินค้า (น่าจะเซียร์)
ควรซื้อแต่ไม่ซื้อ --> รู้ว่าธุรกิจน่าจะดีแต่ซื้อเพียงเล็กน้อย ไม่ซื้อต่อ เช่น หุ้น Wall mart
ดร.นิเวศน์: การลงทุนในหุ้นการบิน ซึ่งโดยธรรมชาติมีการแข่งขันที่สูง


หลักการของวอร์เรนกับการลงทุนในเมืองไทย

คุณพรชัย: คิดว่าใช้ได้ในเมืองไทย แต่สิ่งที่ลำบากคือการหาบริษัทที่เรามั่นใจว่าจะมีการเติบโตในระยะ 10-20 ปี อาจจะหาได้ยาก
ดร.นิเวศน์: มองว่าหลักการลงทุนไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งวอร์เรนเปลี่ยนแนวจากการลงทุนแบบสเปะสปะ ซื้อถูกขายแพงแต่หลังๆ เปลี่ยนเป็นการลงทุนในการซื้อหุ้นที่ดีมากๆแล้วเก็บไว้ อาจด้วยประสบการณ์, อายุและขนาดพอร์ต
ดร.กุษยา: หลักใหญ่ๆที่เอามาใช้น่าจะทำได้หมด แต่เอามาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ เช่น การทำความเข้าใจกับบริษัทที่จะลงทุนให้มากๆ แต่มีข้อระวังในส่วนของความถูกต้องของข้อมูล การพิจารณาแยกแยะระหว่างความเห็นกับความจริง และอาจจะต้องระวังในแง่ของจิตวิทยาในการลงทุน
ดร.นิเวศน์: ให้เอาหลักการมาใช้ โดยหามุมมองที่สำคัญ ที่ทำให้หุ้นแตกต่างและโดดเด่นชัดเจน ตัวอย่างเช่น หุ้นรถไฟ ซึ่งดูเป็นหุ้นที่หมดยุค แต่วันดีคืนดี (เร็วๆนี้) วอร์เรนกลับลงทุนในระดับที่สูงมาก โดยมีมุมมองใหม่คือ ราคาน้ำมัน ที่ไม่น่าจะถูกอีกต่อไป ทำให้ค่าขนส่งสูงมาก ซึ่งคนที่จะได้เปรียบก็คือ เรือกับรถไฟ แต่เรือค่อนข้างมีคู่แข่งและข้อจำกัดอยู่มาก ซึ่งในอนาคต คนน่าจะหันมาใช้รถไฟในการขนส่งแทน (ประกอบกับบริษัทมีที่ดินอยู่มาก)ดังนั้น การซื้อหุ้นทุกตัว จึงควรซื้อโดยซื้อหุ้นที่มีมุมมองที่เฉียบคม มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ราคาถูกแล้วเข้าซื้อ ... ถ้ายังไม่มีมุมมองที่เฉียบคม ก็อย่าเพิ่งไปซื้อ...
ดร.กุษยา: เสริมเรื่องของมุมมองที่เฉียบคมว่า เกิดจากความเข้าใจในธุรกิจที่ทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าจะเป็นวอร์ชิงตันโพสต์, โค้ก โดยวอร์เรนจะซื้อหุ้นในขณะที่ยังไม่เป็นที่สนใจ
คุณพรชัย: เสริมเรื่องความเฉียบคมว่า แค่ความเข้าใจอาจจะไม่พอ โดยตอนที่วอร์เรนซื้อ โค้กเริ่มมีการ focus ที่ตัวธุรกิจมากขึ้น จากเดิมที่มีการลงทุนกระจายไปยังธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกลับเป็นการเน้นไปที่การเพิ่มยอดขายกระจายไปยังต่างประเทศ โดยวอร์เรนไม่ได้ดูเพียงแค่ PE ที่ดูเหมือนสูง แต่หากเมื่อดูอัตราการดื่มโค้กที่ยังมีโอกาสอีกมากในเอเชีย เช่น ในเมืองจีนบริโภคโค้กแค่ 0.3 ขวดต่อปีเท่านั้น ซ฿งเป็นมุมมองที่ตลาดยังไม่รับรู้

ความสนใจของหุ้นในโลกยุคใหม่
ดร.นิเวศน์: วอร์เรนไม่ซื้อหุ้นในโลกยุคใหม่ เช่น ในยุคดอทคอม เนื่องจากเพราะเค้าไม่แน่ใจว่าอนาคตในอีก 10-20 ปีเป็นอย่างไร

หากคนอายุมากๆแล้ว การมองยาวขนาดนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร
คุณพรชัย: อาจจะไม่ได้กำหนดตายตัวว่าเป็น 10-20 ปี เพียงแต่ในขณะที่ซื้อนั้น เรามองอนาคตระยะยาวหรือไม่

การลงทุนใน TFEX วอร์เรน สนใจหรือไม่
คุณพรชัย: ไม่เคยพบ แต่หากจะมี วอร์เรนก็จะลงทุนในปริมาณไม่มาก หรือกรณีชอบใจผู้บริหาร ก็อาจจะซื้อติดไว้ แต่ไม่มาก

วอร์เรนเล่นมาร์จินหรือไม่
ดร.กุษยา: วอร์เรนจะซื้อด้วยเงินสดเท่านั้น ไม่มีการกู้เงินมาซื้อหุ้น

วอร์เรนมีความสุขหรือไม่
คุณพรชัย: คิดว่ามีความสุข เพราะจะทำอะไรก็ได้ทำ แต่วอร์เรนไม่ค่อยอยากจะทำอะไรมาก
ดร.นิเวศน์: มีความสุข เพราะวอร์เรนสามารถอยู่บ้านเล่นบริดจ์อยู่กับบ้านได้
ดร.กุษยา: วอร์เรนไม่ได้กังวลเรื่องว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะตก

คนอเมริกามองวอร์เรนอย่างไร
คุณพรชัย: ยกตัวอย่างครั้งหนึ่งเคยขอวีซ่าไปอเมริกา ปีแรกไม่ผ่าน แต่ปีสองพอโชว์ใบหุ้นของเบิรก์ไชร์ เจ้าหน้าที่กงสุลก็ออกวีซ่าให้ทันที

วันศุกร์, พฤษภาคม 21, 2553

สุดยอดแห่งบทความจากมือหนึ่ง value investor

เป็นบทความที่ประทับใจ อ่านทีไรก็ไม่เบื่อครับ เป็นเหมือนกับหลักธรรมชาติ ที่เป็นสัจธรรม ที่เป็นจริงเสมอโดยไม่ขึ้นกับกาลเวลา

จากบทความ โลกในมุมมองของ Value Investor 19 กันยายน 2552
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Value Investment คืออะไร? นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ “Value Investor” แต่ละคน ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด “แบบ VI” ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว VI นั้นเป็น “ปรัชญา” ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมหลากหลาย บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มี อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วก็พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI และแนวไหนไม่ใช่ และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร ผมอยากเรียกมันว่า “ทฤษฎี VI”

ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก “โครงร่าง” ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI ดังต่อไปนี้คือ

ข้อแรก VI มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ พูดง่าย ๆ ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ ก็คือ ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร

ข้อสอง ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้ ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา

ข้อสาม ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ หรือเรียกว่ามี Margin Of Safety

ข้อสี่ VI นั้นจะต้องมี EQ หรืออารมณ์ที่มั่นคง ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์

ข้อห้า ต้องควบคุมความเสี่ยง หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม

สุดท้ายก็คือ ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI

ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น

การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่” กับกลุ่มหุ้น “Super Company” โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่งขัน ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ ในขณะที่หุ้น Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน” ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน หุ้นแบบหลังนี้ ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน

VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการได้แม่นยำขึ้น เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มแรก หุ้นโตช้า ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน” กลุ่มสอง หุ้นแข็งแกร่ง นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น หุ้น “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน กลุ่มที่สาม คือหุ้นโตเร็ว นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน กลุ่มที่สี่ คือหุ้นวัฏจักร นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้ กลุ่มที่ห้า คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว สุดท้าย หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สินนั้นมีค่าจริง การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง

การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น VI คนหนึ่ง แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเท็คมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้ง ๆ ที่หุ้นไฮเท็คนั้น สำหรับ VI ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ อย่างไรก็ตาม บิล มิลเลอร์ เถียงว่า หุ้นที่เขาลงทุนนั้น แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่านั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่าจะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเท็คที่เขาซื้อเหล่านั้น

หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น “หากิน” อย่างไร อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ VI และก่อนที่จะลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ “Story” ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง “น่าลงทุน”


ทฤษฎี VI(2)
1
โลกในมุมมองของ Value Investor 29 กันยายน 52
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการหรือที่ภาษานักวิชาการเรียกว่า Intrinsic Value นั้น สำหรับ VI แล้ว มันน่าจะเป็นช่วงมากกว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอนเพียงตัวเดียว หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องขึ้นไปอีกก็คือ เราไม่พูดว่ามันควรมีค่ากี่บาทถึงกี่บาท แต่เรามักพูดว่ามันถูกหรือถูกมาก หรือมันแพงหรือแพงมาก การวัดความถูกความแพงของหุ้นนั้น ข้อมูลที่ VI นิยมใช้มากที่สุดน่าจะรวมถึงค่า PE หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรของกิจการ ค่า PB หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของหุ้น ค่า DP หรือปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นหรือที่เรียกว่า Dividend Yield และสุดท้ายก็คือมูลค่าตลาดของหุ้นทั้งหมดของกิจการหรือค่า Market Cap. นอกจากนั้น VI บางคนก็ยังใช้ค่า PEG ซึ่งก็คือค่า PE หารด้วยอัตราการเจริญเติบโตของกำไรของบริษัทด้วย
หุ้นที่ถูกสำหรับ VI ก็คือหุ้นที่มีค่า PE หรือค่า PB ต่ำกว่าค่า PE หรือค่า PB เฉลี่ยของตลาดหรือมีค่า DP สูงกว่าค่า DPเฉลี่ยของตลาด VI ส่วนใหญ่มักจะดูค่า PE เป็นตัวหลักและดูค่า PB และDP เป็นตัวประกอบ ประเด็นสำคัญก็คือ ค่า E หรือกำไรนั้น จะนำมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อกิจการมีความสม่ำเสมอของผลประกอบการเท่านั้น ส่วนบริษัทที่มีกำไรที่ไม่สม่ำเสมอนั้น จะต้องใช้กำไรเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา หรือใช้กำไรในปีที่ต่ำที่สุดในช่วง 3-4 ปีมาแทนกำไรในปีปัจจุบัน และในเกือบทุกกรณี ค่าของ Market Cap. จะเป็นตัวที่ใช้ตรวจสอบว่ามูลค่าตลาดของกิจการนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งก็จะต้องมองดูขนาดของธุรกิจและศักยภาพของกิจการในอนาคตเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การดู Market Cap. นั้นค่อนข้างเป็นศิลปที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาก
ในกรณีที่หุ้นเป็นกิจการที่มีคุณภาพสูง ค่า PE หรือ PB ที่จะบอกว่าหุ้นถูกอาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้จากค่าเฉลี่ยของตลาด โดยที่คุณสมบัติของกิจการที่มีคุณภาพสูงอาจจะแสดงได้โดยตัวเลขหรือลักษณะการดำเนินการของกิจการดังต่อไปนี้คือ 1) กิจการนั้นมี ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าปกติ เช่นมากกว่า 20% ต่อปีอย่างต่อเนื่องยาวนาน 2) กิจการมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงกว่ากำไรทางบัญชีของบริษัท 3) บริษัทเป็น Dominant Firm หรือเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่าอันดับสองมากอย่างน้อยกว่า 2-3 เท่าขึ้นไป 4) บริษัทสามารถขยายงานได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยมาก ข้อนี้จะพบมากในบริษัทที่ขายทรัพย์สินทางปัญญาหรือบริการที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องจักรใหม่มาก 5) บริษัทสามารถปรับราคาขายสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันทีโดยไม่สูญเสียลูกค้าไป และสุดท้ายที่สำคัญก็คือ 6) บริษัทมีการเจริญเติบโตเร็ว อย่างน้อยเป็น 3 เท่าของการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ
Premium หรือค่า PE ที่สูงขึ้นของกิจการที่มีคุณภาพสูงนั้น จะสูงขึ้นได้เท่าไรเป็นเรื่องที่บอกได้ยาก แต่ยิ่งบริษัทมีคุณภาพสูงขึ้นเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ดีหลาย ๆ ข้อดังกล่าวข้างต้น ค่า PE ก็มักจะมีค่าสูงทบทวีขึ้นไปมากขึ้น ในบางช่วงโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเอื้ออำนวย ค่า PE ของกิจการที่เป็น “Super Company” สามารถขึ้นไปสูงได้อย่างไม่น่าเชื่อและเกินกว่าราคาที่ Value Investor ส่วนใหญ่จะรับได้ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป ในกรณีที่กิจการเป็นบริษัทที่โตเร็ว VI บางคนก็จะยอมรับค่า PE ที่สูงขึ้นได้โดยมีเงื่อนไขว่า ค่า PE ที่สูงนั้นต้องไม่เกินอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทโดยเฉลี่ยในระยะ 3-4 ปีข้างหน้า นั่นก็คือ ค่า PEG ต้องไม่มากกว่า 1 เท่า
สำหรับคนที่ลงทุนในกิจการที่ดีเลิศแบบ Super Company อย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์นั้น เขาบอกว่าถ้าซื้อหุ้นถูกตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องขายหุ้นเลย อย่างไรก็ตาม เวลาที่ซื้อหุ้นของ VI ก็คือเมื่อเขาพบหุ้นที่มีมูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาหุ้นในตลาดมาก ตัวเลขชัดเจนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละหุ้นแต่โดยทั่วไปน่าจะไม่น้อยกว่า 20-30% และความแตกต่างนี้เรียกว่า Margin Of Safety ซึ่ง VI เชื่อว่าจะเป็นส่วนที่ “เผื่อ” เอาไว้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือมีอะไรผิดพลาด หุ้นที่ซื้อโดยมี Margin Of Safety สูงก็ยังคงรักษามูลค่าของมันไว้ได้ พูดง่าย ๆ ถ้าหุ้นตกลงไปจากราคาที่ซื้อ เราก็สามารถถือยาวและในที่สุดมันก็จะฟื้นตัวกลับมาได้
เวลาขายหุ้นสำหรับ VI นั้น ก็เช่นเดียวกับการซื้อหุ้น คือไม่ได้อิงกับภาวะเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้น และโดยทั่วไป การถือหุ้นมักจะเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาวแม้ว่านิยามของคำว่ายาวของ VI แต่ละคนอาจจะต่างกันมาก เวลาของการขายหุ้นของ VI นั้นไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นเมื่อไรและจะขายเมื่อกำไรหรือขาดทุนเท่าไร แต่หลัก ๆ แล้วเขาจะขายในกรณีดังต่อไปนี้
1) ตระหนักว่ากิจการหรือหุ้นที่ซื้อมานั้นตนเองวิเคราะห์ผิดพลาดเนื่องจากข้อมูลใหม่ที่ได้รับรู้มา
2) พื้นฐานของกิจการเปลี่ยนไปเนื่องมาจากเหตุผลต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึง อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ต้องระวังว่าไม่ใช่เรื่องที่เราเข้าใจผิดถึงพื้นฐานมาตั้งแต่แรก เพราะโดยทั่วไปพื้นฐานของกิจการนั้น มักเป็นเรื่องที่เปลี่ยนยาก ว่าที่จริง คำว่า “พื้นฐาน” ก็แปลว่า “เปลี่ยนยาก” อยู่แล้ว
3) ราคาหุ้นขึ้นไปเกินมูลค่าพื้นฐานแล้ว ซึ่งไม่ได้แปลว่าหุ้นขึ้นไปมากแล้ว เพราะการที่หุ้นขึ้นไปมากนั้นก็อาจจะไม่เกินพื้นฐานก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มูลค่าพื้นฐานของกิจการก็อาจจะเพิ่มขึ้นด้วยทำให้ราคาไม่เกินพื้นฐานแม้ราคาหุ้นจะขึ้นไปมาก
4) มีหุ้นตัวอื่นที่น่าสนใจและมี Margin Of Safety สูงกว่ามากและเราไม่มีเงินสดเหลือ เราจึงต้องขายหุ้นตัวเดิมเพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นตัวใหม่
5) ภาวะเศรษฐกิจการเมืองและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมากจนทำลายพื้นฐานของกิจการ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เศรษฐกิจถดถอยไปบ้างหรือการเมือง “วุ่นวาย” แต่น่าจะเป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจหรือเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจไปในแนวทางที่ไม่ใช่ระบบตลาดเสรี เป็นต้น


ทฤษฎี VI (3)
1
โลกในมุมมองของ Value Investor 3 ตุลาคม 2552
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เรื่องของ EQ หรือความสามารถทางอารมณ์เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของการเป็น VI ที่ดี ว่าที่จริง EQ นั้น น่าจะสำคัญกว่า IQ หรือความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยซ้ำ ประเด็นสำคัญของการลงทุนในตลาดหุ้นก็คือ เราต้องมีทัศนะคติที่ถูกต้อง มีอารมณ์ที่มั่นคง และมีความกล้าที่จะตัดสินใจ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในการลงทุนนั้น เราต้องกล้าในยามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดกำลังกลัว และกลัวในยามที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังฮึกเหิม
ในมุมมองของ VI นั้น ตลาดหุ้นเป็นเสมือนคนที่มีอารมณ์ “แปรปรวน” และทำการซื้อขายหุ้นในราคาที่บ่อยครั้งไม่มีเหตุผล เช่นถ้าวันนั้น “นายตลาด” มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาก็จะเสนอซื้อหุ้นจากเราในราคาที่สูงลิ่วเกินมูลค่าของธุรกิจไปมาก แต่ในวันที่เขารู้สึกหดหู่ เขาก็พร้อมที่จะเสนอขายหุ้นให้เราในราคาที่ต่ำติดดินทั้ง ๆ ที่มันก็คือกิจการเดียวกับที่เขาเสนอซื้อในราคาสูงลิ่วจากเราในวันก่อน หน้าที่ของเราก็คือ “เอาเปรียบ” เขาเมื่อเขาเสนอโอกาสมาให้ แต่อย่าไป “ตามเขา”
ประเด็นเรื่องความเสี่ยงของการลงทุนในหลักการของ VI นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง วอเร็น บัฟเฟตต์ ถึงกับพูดว่า กฏของการลงทุนข้อที่หนึ่งคือ อย่าขาดทุน และกฏการลงทุนข้อสองก็คือ ให้กลับไปอ่านข้อหนึ่ง นั่นก็คือ สำหรับ VI แล้ว การรักษาเงินต้นคือภารกิจสำคัญที่สุด มากกว่าผลตอบแทนที่อาจจะมากแต่มีความเสี่ยงว่าจะขาดทุน
ความเสี่ยงสำหรับ VI นั้น ไม่ใช่ความผันผวนของราคาหุ้น แต่เป็นเรื่องที่ราคาหุ้นที่ซื้อไว้จะ “ลดลงอย่างถาวร” นั่นแปลว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นตกลงมาในระยะสั้น แบบนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงถ้าเราวิเคราะห์แล้วพบว่ามูลค่าพื้นฐานยังสูงเหมือนเดิม ตรงกันข้าม กลับเป็นโอกาสในการซื้อเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงในการซื้อหุ้นตัวนั้นกลับลดลงเพราะเรามี Margin Of Safety มากขึ้น
ในการควบคุมความเสี่ยงนั้น VI มีวิธีการหลัก ๆ ดังต่อไปนี้คือ
1) รู้จักธุรกิจที่จะลงทุนเป็นอย่างดี ความเสี่ยงนั้นคือการที่เรา “ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
2) ลงทุนในสิ่งที่มี Margin Of Safety สูง
3) หลีกเลี่ยงการเก็งกำไร นั่นคือ อย่าลงทุนในกิจการที่ไม่ได้สร้างเงินให้กับผู้ที่ถือมัน เหตุผลก็คือ ความแน่นอนของผลตอบแทนจะมีน้อยและมีความเสี่ยงที่เงินต้นอาจจะลดลง ตัวอย่างเช่น ทอง หรือตราสารอนุพันธุ์ต่าง ๆ เป็นต้น
4) มีการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงของการถือครองทรัพย์สินอย่างเหมาะสม เช่น มีการถือพันธบัตร หุ้น เงินสด หรือทรัพย์สินอื่น รวมกันเป็นพอร์ตโฟลิโอในอัตราส่วนที่เหมาะสม เช่นเดียวกัน ในหลักทรัพย์แต่ละประเภทก็ต้องมีการกระจายความเสี่ยงโดยการถือหลาย ๆ ตัวด้วย เฉพาะอย่างยิ่งก็คือหุ้นนั้น เราควรถืออย่างน้อย 5-6 ตัวขึ้นไปในหลากหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม อย่ากระจายการถือครองมากตัวเกินไป เพราะเราจะไม่สามารถวิเคราะห์และติดตามได้อย่างทั่วถึงและจะทำให้เราลงทุนผิดพลาดได้
ประเด็นอื่น ๆ ที่ VI คำนึงถึงค่อนข้างมากเรื่องแรกก็คือ ผู้บริหารของกิจการที่เราจะลงทุน เราเน้นว่าจะต้องเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตและมีจรรยาบรรณซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าฝีมือการบริหารงาน เรื่องต่อมาก็คือ เราอยากได้ผู้บริหารที่มองผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคนเป็นเรื่องที่สำคัญ และผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นนั้นก็คือการที่เราจะได้ปันผลในอัตราที่ยุติธรรมและเหมาะสม นอกจากนั้นเราอยากให้หุ้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพื่อว่าถ้าเราจะขายเราก็จะได้กำไรหรือผลตอบแทนที่ดี ดังนั้น ผู้บริหารที่พูดว่าราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับเขา จึงไม่ใช่ผู้บริหารที่ดีในสายตาของ VI
VI นั้นต้องการให้ผู้บริหารดูแลราคาหุ้นแต่ไม่ใช่เข้าไปซื้อขายหุ้นทำราคาหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ผู้บริหารที่ดีนั้นจะต้องสร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้กับบริษัทที่จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น โดยคำว่าคุณค่านั้น รวมถึงผลประกอบการ โครงสร้างทางการเงินและความแข็งแกร่งของตัวกิจการ การจัดสรรกำไรและเงินสดคืนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างเหมาะสม ประเด็นที่เป็นปัญหาบ่อย ๆ ก็คือ ผู้บริหารบางคนที่บริหารงานแล้วบริษัทมีกำไรพอใช้ได้ มีกระแสเงินสดดี แต่ราคาหุ้นกลับไม่ไปไหนและราคาหุ้นก็ค่อนข้างต่ำมาก เขาก็ไม่ทำอะไรเพราะคิดว่าเรื่องราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องของเขา แต่ข้อเท็จจริงก็คือ ที่ราคาหุ้นต่ำอาจจะเป็นเพราะว่าเขาไม่ยอมจัดสรรกำไรให้กับผู้ถือหุ้นอย่างที่ควรเป็นต่างหาก
ประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ VI ก็คือเรื่องความผิดพลาดของ VI สิ่งที่ต้องระวังมากก็คือ การซื้อหุ้นหรือบริษัทที่มีคุณภาพต่ำในยามที่ธุรกิจดีและในเวลาที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูง เพราะเมื่อธุรกิจเริ่มแย่ลงตามภาวะ ราคาหุ้นจะตกลงมามาก อีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายคลึงกันก็คือ การเข้าใจผิดว่ากำไรดีในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องเดียวกับ “ความสามารถในการทำกำไร” ซึ่งเป็นเรื่องที่คงทนและเป็นเรื่องระยะยาวกว่ามาก ดังนั้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้ VI จะต้องมองผลประกอบการของบริษัทย้อนหลังหลายปีและต้องมองระยะยาวไปข้างหน้าหลายปีเช่นกัน
สุดท้าย ก่อนที่จะจบ “ทฤษฎี VI” ฉบับย่อที่สุดก็คือ VI นั้นเป็นเรื่องของความคิดปรัชญาและการกระทำ และเป็นเรื่องของคนที่ทำ นั่นก็คือ คนที่ยึดปรัชญาความคิดนั้นเราเรียกเขาว่า Value Investor มันไม่ใช่สิ่งของ หลักทรัพย์ หรือตัวหุ้น เพราะสิ่งเหล่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ ประเด็นก็คือ การที่จะเป็น VI นั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราต้องคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นอิสระจาก “อารมณ์ของฝูงชน” เสร็จแล้วก็ต้องมีความกล้าที่จะลงมือทำ หรือมีใจหนักแน่นพอที่จะอยู่เฉย ๆ และนั่นทำให้ VI เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ต้องใช้ทั้งการศึกษาและประสบการณ์ในการลงทุนจริง

งบกระแสเงินสด...กับมือใหม่

เป็นกระทู้ที่ผมตอบไว้ในเว็บ Thaivi.com จึงขอนำมาแป่ะเก็บไว้ใน Blog ด้วยครับ

งบกระแสเงินสดจะแสดงการได้มาและใช้ไปของเงินสดของกิจการ บางท่านอาจจะคิดว่าเงินสดเป็นอะไรที่วัดได้ยากเพราะมีการไหลเข้าไหลออก ทำให้บางครั้งดูแล้เวียนหัว ไม่สามารถสะท้อนภาพของกิจการออกมาได้จริง

แต่ในความจริงแล้ว ในงบรายไตรมาสหรืองบประจำปี ผมคิดว่าเพียงพอ และน่าเชื่อถือ เพราะไม่ใช่เป็น daily transaction แต่เป็น quaterly และ yearly

ในส่วนของการดู แนะนำว่าให้มองหาบรรทัดสุดท้ายที่มีคำว่า "เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน" แล้วขีดเส้นใต้ไว้ครับ

จากนั้นก็มองหาบรรทัด "เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน" แล้วขีดเส้นใต้ไว้ครับ

จากนั้นก็มองหาบรรทัด "เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน" แล้วขีดเส้นใต้ไว้ครับ

ทีนี้เราก็มาดูความหมายของแต่ละตัวนะครับ


"เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน"

ตัวนี้จัดได้ว่าเป็นผลลัพธ์ของการดำเนินธุรกิจเลยทีเดียว สำหรับมือใหม่ให้ดูว่า เป็นบวกต่อเนื่องหลายๆปีหรือไม่ ส่วนการปรับปรุงผมมักจะตัดรายได้หรือรายจ่าย พิเศษออก
เงินสดจากการดำเนินจะแบ่งเป็น 2 ช่วงย่อยคือช่วงก่อนเปลี่ยนแปลง ในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงานและช่วงหลัง
ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลง จะมีรายการสำคัญๆคือการปรับปรุงกำไรทางบัญชี ให้เป็นกำไรที่เป็นเงินสด โดยมีรายการหลักคือ
- ค่าเสื่อมราคา
- ค่าตั้งเผื่อด้อยค่า (เป็นการประมาณการทางบัญชี)
- ดอกเบี้ยจ่ายหรือรับ (เป็นค่าใช้จ่ายหรือรายได้ทางด้านการจัดหาเงินทุน)
ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลง จะเป็นการแสดงถึงการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน หมุนเวียนจากการดำเนินงาน ว่าบริษัทใช้เงินสดเพื่อซื้อของมาตุนเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือมีการให้ credit term ลูกหนี้ยาวขึ้นหรือไม่ ซึ่งเราสามารถวิเคราะห์เพิ่ม เติมได้จากรายละเอียดประกอบงบที่แสดงคุณภาพของลูกหนี้และการแบ่ง ประเภทของสินค้าคงเหลือ
หากกระแสเงินสดก่อนการเปลี่ยนแปลง มากกว่า หลังการเปลี่ยนแปลงมากๆ แสดงว่าบริษัทมีการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่แย่ลง (แต่หากยอดขายสูงขึ้น ต้องมีการวัดด้วย ratio เพื่อเทียบออกมาเป็นหน่วย "วัน" เพื่อสามารถเทียบได้)
ในส่วนของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยส่วนมากผมไม่ค่อยปรับปรุง เท่าไหร่ แค่ใช้การดูหลายๆปีย้อนหลัง ว่ามีการแกว่งขึ้นลงมากหรือไม่และ ที่สำคัญ เรารู้หรือไม่ว่าการแกว่งนั้นเกิดจากสาเหตุใด จะมีปรับปรุงบ้างก็ต่อเมื่อเราพบว่าอนาคตของกิจการมีโอกาสเติบโตหรือถดถอย โดยการประมาณการเพิ่มหรือลดลงเป็นสัดส่วนเทียบกันระหว่างกระแสเงินสด จากการดำเนินงานกับยอดขาย


"เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน"

ตัวนี้เป็นเงินสดที่กิจการใช้ในการลงทุนในส่วนของทรัพย์สินระยะยาว เพื่อให้เกิดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาให้กับกิจการดังนั้น การใช้จ่ายในส่วนนี้ ส่วนมากจะเป็นการลงทุนซื้อที่ดินหรือเครื่องจักร
ค่าใช้จ่ายตัวนี้ เราสามารถนำไปเทียบกับค่าเสื่อมราคาได้ครับ โดยปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายการลงทุนผมมักจะเทียบกับค่าเสื่อมราคาและดูย้อนหลังไปหลายๆปี หากว่าบริษัทมีการลงทุนสูงอย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับค่าเสื่อมราคา ทั้งๆที่รายได้ก็ไม่ได้อะไรมากมาย หรือไม่ได้สร้างธุรกิจใหม่ๆอันนี้ก็ขอบายครับ
แต่หากการลงทุนนั้น ทำไปเพื่อการสร้าง line ธุรกิจใหม่ๆ ไม่ใช่เป็นการซ่อม แซมเพื่อยืดอายุการใช้งาน ก็ต้องมีการปรับปรุงครับ เช่นหากกิจการทำการ ซ่อมแซมครั้งใหญ่มาก ซึ่งเราวิเคราะห์แล้วว่าไม่น่าจะเป็นการซ่อมที่เกิดเป็น ประจำ เช่น TR ที่เมื่อปีสองปีก่อนมีค่าใช้จ่ายตัวนี้มาก เพราะมีการเปลี่ยน line ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี อันนี้ผมก็จะปรับปรุงมันครับ โดยดูใช้ค่าใช้จ่ายเพื่อการ ลงทุนในอดีตปรับเพิ่มด้วยค่าใช้จ่ายการลงทุนพิเศษหาร 20 เพื่อทำเป็นค่าเฉลี่ย
ในทางกลับกันสำหรับบางกิจการ เงินสดจากกิจกรรมลงทุนอาจจะติดลบ มากๆ เพราะเกิดจากการที่เค้ามีเงินสดอิสระเหลืออยู่มากครับไม่รู้จะเอาไปทำ อะไรจะปันผลก็กลัวผู้ถือหุ้นจะโดนหักภาษีเยอะ บางทีเค้าก็เอาไปลงทุน ในธนาคารกินดอกเล่นๆก็มี
อันนี้ก็แสดงว่าเป็นการลงทุนที่ไม่เพิ่มมูลค่าครับ แต่หากกันไว้เพื่อลงทุนใน ปีถัดๆไป ก็ต้องดูว่ากันไว้ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่โดยดูประวัติการใช้เงิน ย้อนหลังก็จะช่วยให้เห็นภาพของเจตนาของผู้บริหารครับ
ยกตัวอย่างเช่น TR ก็กันไว้ค่อนข้างมากในปีสองปีที่ผ่านมา เพราะต้องการ ปรับปรุง line การผลิตครั้งใหญ่ แต่หากปีนี้ยังกันไว้เยอะอยู่ล่ะก็...น่าคิดครับ เพราะบางครั้ง เค้าอาจจะเอาเงินตัวนี้ไปซื้อกิจการร่วมหรือไปลงทุนที่ไม่ คุ้มค่าหรืออาจจะไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับการเติบโตของธุรกิจโดยตรง
เงินสดจากการดำเนินงานหักออกด้วยเงินสดจากการลงุทนหลังจากปรับปรุง ก็จะได้เป็นกระแสเงินสดอิสระ ที่ผมจะนำมาเทียบกับมูลค่าตลาด


"เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน"

ตัวนี้เป็นแหล่งที่มาหรือใช้ไปของเงินสดที่มาจากผู้มีส่วนได้เสียของกิจการ ซึ่งรวมทั้งเงินกู้ธนาคารและส่วนเพิ่มทุนและเงินปันผลจ่ายของเจ้าของ
โดยปกติแล้ว หากกิจการสามารถดำเนินงานได้อย่างไม่มีปัญหา ตัวนี้มักจะ มีเพียงรายการของเงินปันผลจ่ายครับ แต่หากเมื่อใดกิจการเกิดการขาด สภาพคล่องมากๆ ทำให้ต้องมีการกู้หนี้ยืมสิน ก็ต้องมาพิจารณาว่าเกิดจากอะไรซึ่งอาจจะเกิดจาก
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบมากๆ
- กระแสเงินสดจากการลงทุนติดลบมากๆ
ถ้าเป็นกรณีแรก ก็ไม่ค่อยดีนะครับ ต้องมาดูว่าเกิดจากช่วงก่อนหรือหลัง การเปลี่ยนแปลงเงินทุนหมุนเวียน ถ้าเกิดขึ้นก่อน แสดงว่าอาการไม่ดีแล้วล่ะครับ เพราะแสดงว่าเส้นเลือดใหญ่กำลังรั่ว แต่หากเกิดหลังเงินทุนหมุนเวียน แสดงว่ากิจการกำลังสูญเสียเงินไปจมในลูกหนี้ หรือสินค้าคงเหลือมากเกินไป ให้ลองหาต่ออีกทีว่าเกิดจากปัจจัยใด
ถ้าเป็นกรณีทีสอง ที่เกิดจากเงินลงทุนติดลบมากๆ ก็ต้องมาดูครับว่ากิจการ ลงทุนไปกับโครงการใด เกี่ยวข้องและส่งเสริมให้ตัวธุรกิจมีอนาคตมากขึ้น หรือไม่ โดยลองดูประวัติย้อนหลังว่าค่าใช้จ่ายการลงทุนครั้งใหญ่ในอดีตนั้น ได้ส่งผลต่อกำไรหรือยอดขายในปัจจุบันอย่างไร
กล่าวโดยสรุปมันจะเป็นวงเวียนตามนี้ครับ
จัดหาเงิน --> ใช้เงินเพื่อลงทุน --> ได้เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน --> จัดหาเงิน (จ่ายปันผลและกันเงินสำรองไว้ลงทุนต่อ) --> ใช้เงินเพื่อลงทุน --> ได้เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน
วนไปเรื่อยๆครับ
บริษัททีดีก็จะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เป็นบวกสม่ำเสมอและโตขึ้นๆ แล้วก็นำเงินที่เหลือไปจ่ายเงินปันผลหรือเอาไว้ลงทุนในโครงการที่ได้ผล ตอบแทนงามๆ มากขึ้นๆ

ปล. เป็นการอธิบายโดยอ้างอิงจากงบของหุ้นที่เป็นการผลิตสินค้าเป็นหลักนะครับ ส่วนหุ้นประกันหรือธนาคารผมยังไม่สามารถครับ ต้องให้ผู้ช่วยชาญอธิบาย

BATA กับการลงทุนแบบไร้อารมณ์

การลงทุนแบบไร้อารมณ์แม้แต่น้อยของผมครั้งแรกต้องยกให้เจ้า BATA ครับ เพราะ...

เป็นการลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนโดยไม่ได้คำนึงว่ามีเซียนแนะนำหรือเปล่า

เป็นการลงทุนที่ตัดสินใจซื้อทั้งๆที่ราคาค่อยๆขึ้นมาเรื่อยๆในระดับที่ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกแล้ว

เป็นการลงทุนที่ได้ทำการ valuation มูลค่าหุ้นก่อนซื้อ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ดูราคาตลาด

เป็นการลงทุนที่แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา 30% ก็ยังไม่ขายทำกำไร เพราะเหตุผลที่ว่ายังต่ำกว่ามูลค่าที่ประเมินไว้

ทั้งหลายทั้งปวง จึงมาสรุปที่คำว่า "การลงทุนแบบไร้อารมณ์"

มาดูว่าหุ้น BATA ที่ผมพบโดยบังเอิญนั้น ผ่านกฎการกรองหุ้นสไตล์ doodeemak รึเปล่า

1) หุ้น BATA เป็นหุ้นที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากยอดขายส่วนหนึ่งและจากการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดีขึ้นและดีขึ้น
ดังนั้น หุ้น BATA นั้น ผ่านกฎข้อที่หนึ่งในการกรองหุ้นของผมครับ

2) หุ้น BATA เป็นหุ้นที่สภาพคล่องไม่มาก แทบจะไม่มีคนสนใจเลยก็ว่าได้
ดังนั้น หุ้น BATA ผ่านกฎข้อที่ 2 ของผมครับ

3) กฎข้อนี้ไม่ต้องใช้ เพราะหุ้น BATA เป็นหุ้นที่ไม่ค่อยมีคนติดตาม

4) กระแสเงินสดของหุ้น BATA เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดในจณะนั้น จัดได้ว่าถูกอย่างเหลือเชื่อ โดยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแต่ละไตรมาสตั้งแต่ปี 2007 ถึงปี 2009 เป็นดังนี้ครับ

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating cash flow)
หน่วย: ล้านบาท
......2007... 2008... 2009
Q1..... 7.96... 9.35... 34.7
Q2..... 35.5... 35.3... 80.6
Q3..... 4.2... 13.2... 64.9
Q4..... 20.0... 31.8... ???
Total... 67.8... 89.6... 180.2 (ยังไม่รวม Q4!!!)
ทำให้ได้ค่าเฉลี่ยของกระเงินสดจากการดำเนินงานต่อปีประมาณ 122.76 ล้านบาท

กระแสเงินสดจากการลงทุน (Investing cash flow)
หน่วย: ล้านบาท
......2007... 2008... 2009
Q1..... -6.7... -4.8... -7.2
Q2..... -6.7... -7.0... -5.2
Q3..... -7.9... -5.7... -25.8
Q4..... -6.5... -3.9... ???
Total... -27.9... -21.4... -38.3 (ยังไม่รวม Q4)
เมื่อเทียบกับค่าเสื่อมราคาแล้วพบว่าอยู่ที่ระดับ 40 - 60% ของค่าเสื่อมราคา ยกเว้นในปี 2009 ที่มีการ renovate ร้านเพื่อปรับปรุงให้ดูดีขึ้น
แต่ด้วยการคิดแบบปลอดภัยไว้ก่อน โดยสมมติว่าลงทุนเท่ากับค่าเสื่อมราคา ทำให้ได้ค่าเฉลี่ยของกระเงินสดจากการลงทุนต่อปีประมาณ -48 ล้านบาท

จะทำให้ได้กระแสเงินสดอิสระต่อปีที่คำนวนได้อย่างง่ายคือ 74.5 ล้านบาทต่อปี

ในขณะนั้น BATA มีมูลค่าตลาดเท่ากับ 293 ล้านบาท และมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยจากเงินกู้ธนาคารอยู่ 47.9 ล้านบาท แต่เมื่อดูเงินสดในงบดุลแล้วพบว่ามีเกินเหลือความจำเป็น ซึ่งสามารถนำเงินสดส่วนเกินนั้นมาชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที ดังนั้น หนี้สินในกรณี BATA จึงไม่ต้องนำมารวมในการประเมินมูลค่า

หากคิดจำนวนปีที่จะคุ้มทุนก็จะพบว่าเท่ากับ 3.9 ปีเท่านั้น (293/74.5) คิดเป็นอัตราตอบแทนประมาณ 25%

ดังนั้น หุ้น BATA ผ่านกฎข้อที่ 4 ของผมครับ

5) หนี้สินประมาณ 47.9 ล้านขณะที่เงินสดของกิจการที่อยู่ในบัญชี ณ Q3-09 มีถึง 104 ล้านบาท ซึ่งนับว่ามากเกินพอเมื่อเทียบกับระดับเงินสดในปีที่ผ่านมาที่ระดับ 30 ล้านบาทเท่านั้น
ดังนั้น หุ้น BATA ผ่านกฎข้อที่ 5 ของผมด้วยคะแนนเกินร้อย

6) หุ้นตัวนี้เป็นอะไรที่เราสามารถติดตามได้ง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก เราสามารถเดินดูกิจการได้ตามห้างสรรพสินค้า รวมทั้งสามารถทดลองใช้บริการได้ด้วยตัวเอง
ดังนั้น หุ้น BATA ผ่านกฎข้อที่ 6 ครับ

สรุปได้ว่า BATA ผ่านกฎการกรองหุ้นแบบมือใหม่สไตล์ doodeemak ทั้ง 6 ครับ

ในแง่มุมของการประเมินราคาหุ้น (อันนี้ผมยังไม่ได้เขียนบทความในรายละเอียด แต่ขอนำมาเกริ่นคร่าวๆไว้ก่อน)

หากทำการคิดลดกระแสเงินสดอิสระโดยใช้อัตราผลตอบแทนคาดหวังที่ 15% แบบ No growth ตามสูตรง่ายๆคือ 74.5/15% จะได้มูลค่า BATA ที่ 496.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นคือ 15.2 บาท เมื่อคิดส่วนเผื่อความปลอดภัยที่ 30% จะได้ราคาเป้าหมายที่ 10.66 บาทต่อหุ้น

ในขณะที่ตอนนั้น ราคาตลาดอยู่ที่ 9 บาทต่อหุ้น!!!

ลองดูปัจจัยเชิงคุณภาพก็พบว่า ร้านค้า BATA นั้น ดูทันสมัยมากขึ้น และแบบรองเท้าที่นำออกมาวางขาย ก็ดูเข้ายุคเข้าสมัย ราคาไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งสาขาก็ยังสามารถขยายได้ตามการเติบโตของ Modern trade

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผมจึงเคาะขวาแบบไม่ลังเล !!!

และเมื่อราคาขยับขึ้นมาที่ระดับ 15 บาท ผมจึงค่อยๆทยอยขายส่วนหนึ่ง เพราะถึงราคาเป้าหมาย

แต่ในที่สุด BATA ก็มีอันที่จะต้องออกจากตลาด เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งสาเหตุหลักคือสภาพคล่องที่ไม่ผ่านกฎของตลาดหลักทรัพย์ที่ราคาเสนอซื้อที่ 17.5 บาทต่อหุ้น

ทำให้ผมขายจนหมด port ในราคา 17.1 ที่มีการซื้อขายหลังจากประกาศที่ออกจาก BATA

ปล. แต่ไม่ได้กำไรมากมายนะครับ เพราะปอดเล็กมาก..แฮ่